นักศึกษาคณะวิทย์คุ้ยหาดีเอ็นเอ เพื่อนำมาสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมช้างไทย ชี้เป็นเทคนิคการสำรวจประชากรช้างที่ได้ผลเร็ว แม่นยำ แถมสามารถระบุเพศและแหล่งที่มาได้ชัดเจน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นางสาวชลิตา คงฤทธิ์ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเศก (คปก.) จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหิดลได้พัฒนาเทคนิคการนับจำนวนประชากรสัตว์ ด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA Maker) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการนับประชากรช้าง ทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยสามารถนำส่วนต่างๆ ของสัตว์มาศึกษา เช่น เยื่อบุเซลล์จากเปลือกไข่ เส้นขน ตลอดจนมูลสัตว์ ในต่างประเทศได้ใช้เทคนิคนี้อย่างแพร่หลาย โดยเทคนิคนี้สามารถนำมาปรับใช้สำรวจประชากรช้างป่าในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด
ผลการสำรวจจำนวนประชากรช้างป่าในประเทศไทย จากวิธีการเดินสำรวจระบุว่า มีช้างอยู่ประมาณ 3,000-3,500 ตัว โดยนับจำนวนจากช้างที่พบเห็น รวมถึงกองขี้ช้างเป็นเครื่องมือในการสำรวจ วิธีดังกล่าวอาจพบความคลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากตัวแปรที่ใช้ไม่คงที่ ตลอดจนการสำรวจด้วยวิธีนี้ถือเป็นการรบกวนช้าง และเป็นวิธีที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้สำรวจ
ส่วนเทคนิคสำรวจประชากรช้างจากดีเอ็นเอ ที่ได้จากมูลช้าง เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เนื่องจากดีเอ็นเอเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของช้างแต่ละตัว ดีเอ็นเอของช้างสามารถเก็บได้จากเซลล์ลำไส้ใหญ่ ที่ติดมากับมูลช้างขณะขับถ่ายใหม่ ทิ้งไว้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงก่อน นักวิจัยจะนำเอาดีเอ็นเอมาตัดให้เป็นสายสั้นๆ แล้ววิเคราะห์ด้วยวิธีการที่เรียกว่า เทคนิคไมโครแซทเทลไลท์ (Microsatellites) ทำให้ได้ข้อมูลของช้างแต่ละตัว โดยสามารถแยกเพศได้อย่างชัดเจน
"ช้างป่ากินอาหารที่เป็นกากใยจำนวนมากต่อวัน เมื่อมีการขับถ่าย กากใยเคลื่อนตัวจะครูดเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ออกมาปะปนกับขี้ช้าง ซึ่งสามารถเก็บเศษเนื้อเยื่อที่หลุดออกเอามาสกัดแยกดีเอ็นอีใช้ในการ วิเคราะห์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายกว่าการเก็บดีเอ็นเอด้วยการเจาะเลือดช้าง" เจ้าของงานวิจัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม การนำไมโครแซทเทลไลท์ ที่ใช้ศึกษาช้างสายพันธุ์แอฟริกัน เมื่อนำมาศึกษาช้างเอเชีย จำเป็นต้องปรับรูปแบบ เนื่องจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ต่างพื้นที่กัน จะมีลักษณะทางพันธุกรรมและรู้แบบดีเอ็นเอที่ไม่เหมือนกัน
ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยได้พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ดีเอ็นเอขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานกับช้างไทย ซึ่งมีสายพันธุ์อยู่ในกลุ่มช้างเอเชีย โดยเทคนิคนี้จะช่วยเก็บบันทึกข้อมูลเชิงพันธุศาสตร์ ระบุจำนวนประชากรช้าง เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของป่า เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ในสายพันธุ์ร่มเงา (Umbralla Species) รวมถึงเป็นแนวทางในการวางแผนอนุรักษ์ได้ในอนาคต
หลังจากที่ได้พัฒนาเทคนิคการวิเคราะห์สำเร็จ ผู้วิจัยได้เริ่มต้นสำรวจในพื้นที่จริง บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี โดยผลการสำรวจด้วยวิธีดังกล่าวทำให้ได้ดีเอ็นเอมาใช้ในการวิเคราะห์ เบื้องต้นของการสำรวจพบจำนวนประชากรช้าง 80-120 ตัว ซึ่งมีความใกล้เคียงกับข้อมูลที่มีอยู่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง โดยคาดว่าเทคนิคนี้จะได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานในสัตว์ชนิดอื่น ได้ในอนาคต