|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 01:22 น. |
... ตระเวณรอบขอบอ่าง..ทะเลสาบศรีนครินทร์ ... ... ตอน.. “ไอ้แหว่งอันตราย” ...
บนเขาตับเต่า..เป็นทางลาดชัน คดเคี้ยว วกวนไปมา จากทางเข้า “เขื่อนศรีนครินทร์” ที่มีป้ายอยู่ทางซ้ายมือ แยกทางไต่ระดับขึ้นไปทางขวาระยะทางบนเขาประมาณ 14 กม. สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับที่สูงจะมีอาการหูอื้อและคอแห้ง พื้นผิวจราจรค่อนข้างดีมีรั้วและกำแพงเตี้ยกั้นด้านข้างเป็นระยะพอไม่ให้ หวาดเสียวกับหุบเหวข้างทาง มีป้ายเตือนให้ระวังช้างเป็นระยะ...!
ตรงทางโค้งหักข้อศอกและชันมากมีรอยฉาบปูนซ่อมแซมกำแพงและหน้าผาที่ยังไม่ แห้งอยู่ตลอดทั้งปี มีพวงมาลัยเล็กๆ แขวนไว้ตามแง่หิน มีทั้งใหม่และเก่า เป็นพวงมาลัยที่ชาวบ้านมาขอโชคลาภจากดวงวิญญาณของผู้ที่ประสบอุบัติเหตุเสีย ชีวิตตามทางโค้งอันตรายเหล่านี้ สาเหตุก็เพราะคุณลูกพี่ที่ขับรถเพลินๆ เอาสีข้างรถเข้าถูบ้าง เอาหน้ารถทิ่มตรงๆ บ้างโดยเฉพาะรถโดยสารประเภท 2 ชั้น ผมว่าถนนบ้านเราแถวๆ เขาตับเต่าเมืองกาญจนบุรีไม่เหมาะสำหรับรถประเภทนี้ เพราะเห็นเกิดอุบัติเหตุบ่อยส่วนมากจะเป็นขาลง พอถึงทางโค้งหักข้อศอกและชันมากก็ถลาเข้าพิงเขา หรือเอาหน้ารถกระแทกตรงๆ เลยก็มีเพราะเบรคแตก ผู้โดยสารบาดเจ็บถึงล้มตายก็บ่อยครั้ง ภูมิทัศน์ข้างทางเป็นเหวลึกมองออกไปเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนสุดสายตา แทรกยอดเขาแหลมเข้าไปใน โพรงเมฆบ้าง ในหมอกที่หนาทึบบ้าง ในหุบเหวลึกลงไปข้างล่างมีดอกกวาวเครือสีแดงเข้มทองกวาวต้นบ้างออกดอกสีแดง สด แต่งแต้มสลับสีเขียวของใบไม้ตัดกันให้ความรู้สึกที่สดชื่น ให้ความคิดที่กระเจิงออกไปจนลืมไปว่ามือกำลังถือพวงมาลัยบังคับรถอยู่ เป็นเวลาเกือบ 5 โมงเย็น “อาจารย์เพชร พนมรุ้ง” ราชาเพลงโห่ คาวบอยเมืองไทย “อาจารย์ชาญชัย บัวบังศร” ราชาแอ๊คคอเดี้ยนศิลปินแห่งชาติ และผมซึ่งทำหน้าที่เป็นพลขับ กำลังไต่ระดับจากจุดที่สูงสุดลงไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปทางบ้านหม่องกระแทะ ในช่วงเย็นแสงแดดกำลังทำมุมส่องเข้าตาพอดี ผมมองเห็นพี่เบิ้มกำลังเร่งฝีเท้าไล่ตามชาย 2 คนอยู่ข้างหน้าแต่ไกล เดินสลับวิ่งเหยาะๆ ไปตามทางข้างหน้า ชายทั้งสองแต่งตัวมอมแมมเสื้อกางเกงมีรอยปะ สงสัยว่าน่าจะเป็นคนตัดไม้ไผ่นวน เพราะมีมีดอีโต้หัวตัดที่ชาวบ้านนิยมใช้ตัดไม้ไผ่คนละเล่ม ท่าทางตื่นตระหนกมี “พี่เบิ้ม” ไล่หลังไปติดๆ กระชั้นชิดเข้าไปทุกทีเพราะช่วงขามันต่างชั้นกัน ชายทั้งสองวิ่ง 3 ก้าวเท่ากับพี่เบิ้มของเรา 1 ก้าว ถ้าเป็นนักกีฬาวิ่งแข่งไม่ว่าจะเป็นวิ่งลู่ วิ่งลาน ทางตรง หรือทางโค้ง โอกาสแพ้มองเห็นอนาคตชัดเจน แต่นี่มันหมายถึงชีวิตคือเดิมพัน ชายทั้งสองจึงรวบรวมเรี่ยวแรงเท่าที่มีซอยเท้าวิ่งอย่างไม่ต้องออมแรงปล่อย สปีดเต็มที่ในเฮือกสุดท้าย ผมเห็นอันตรายจะเกิดแก่ชายทั้งสองแน่นอนจึงตัดสินใจหยุดรถแล้วบีบแตร 1 ที ได้ผลทันทีพี่เบิ้มหยุดกึก หันรีหันขวางยืนกลางถนน กลับหลังหันจังก้ามองมาทางเราทำหูรี่เอางวงจุกปาก แล้วโยนออกขวาทีซ้ายทีดูท่าทางโกรธจัด อาจารย์เพชรพนมมือกราบลงไปที่หน้ารถบริกรรมบทสวดมนต์ด้วยบท “อิติปิโส พุทโธ ธัมโม สังโค” ส่วนอาจารย์ชาญชัยบอกกล่าวด้วยภาษาดอกไม้น่ารัก “โถ..โถ พ่อพญาฉัตรทัณผู้มีบารมี ลูกเต่าขออนุญาตผ่านไปด้วยดี เพราะเราก็ไม่เคยมีอะไรต่อกัน เที่ยวหน้าถ้าได้มาจะซื้อเบียร์ของ Thai Beverage Public Company Limited มาฝากสักลัง” พี่เบิ้มหรือเจ้าพ่อพญาฉัตรทัณของอาจารย์ชาญชัย ยืนหันรีหันขวางอยู่สักครู่หนึ่งก็ค่อยๆ ถอยหลังลงไปยืนอยู่ข้างทาง อย่างนักเลงโต หัวที่เชิดขึ้นดูใหญ่โต เนื้อตัวที่เล่นดินในดงมาแดงไปด้วยฝุ่นดินดง เลยทำให้มองดูเหมือนช้างสีแดง ที่ใบหูข้างซ้ายตรงติ่งปลายมีรอยฉีกขาดเป็นริ้วอยู่ 2 ริ้ว มองออกไปตามแนวดงไผ่ซึ่งมีขอบป่าโล่งเป็นแนวยาวตามสายไฟฟ้าแรงสูงที่พาดกับ เสาโครงเหล็กไปตามทิวเขา ผ่านป่าดงจนสุดสายตา กอไผ่สั่นไหวยวบเป็นระลอกคลื่นและมีเสียงดังจากลำไม้ไผ่หัก ซึ่งแสดงว่ายังมีช้างอีกจำนวนหนึ่งอยู่ตามซุ้มกอไผ่นั้นเอง ผมรีบเหยียบคันเร่งนิสสันกระบะคู่ชีพให้ผ่านหน้าช้างเกเรไปโดยเร็ว เพราะถ้าขืนชักช้าพี่ท่านเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เอาเท้ามาโยนลูกแปใส่รถเราแค่เบาๆ ก็คงจะกลิ้งตกเขาไม่เป็นท่า ไม่ถึง 200 เมตรชายทั้งสองคนนั่งหอบเหยียดแข้งเหยียดขาหมดแรงไม่เป็นท่าอยู่ข้างทาง ผมกวักมือเรียกขึ้นกระบะหลัง พอถึงหม่องกระแทะจอดรถลงกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเล็กๆ ผมชวนทั้งสองคนนั้นกินด้วยกัน อาจารย์เพชรขยั้นคะยอสักพักชายทั้งสองก็ยอมร่วมวงด้วย มาทราบภายหลังว่าคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนบ้าน พากันเข้าไปตัดไม้นวนเอามาทำฟากปูพื้นกระต๊อบในไร่ข้าวโพด เพราะของเก่ามอดกินผุหมดใช้การไม่ได้ ผมถามถึงเรื่องช้างป่าที่พบเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ผ่านมา ผู้ช่วยท่านบอกว่าตัวนี้ชื่อ “ไอ้แหว่ง” เป็นช้างป่าตัวเดียวที่เกเรมากไม่กลัวใคร เคยทำร้ายชาวบ้านที่เข้าป่าเก็บเห็ดโคนถึงตายมาแล้ว 2 คน ไม่อยู่รวมในโขลงแต่จะวนเวียนอยู่ในรัศมีรอบนอกของโขลงซึ่งมีทั้งช้างพลาย ช้างพัง และลูกช้าง แต่เวลานอนมันจะแยกตัวออกไปนอนบนเขาตับเต่าฝั่งตรงข้ามกับที่ทำการรักษา พันธ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นบ้านของมัน ชาวบ้านในละแวกเขตอำเภอศรีสวัสดิ์และใกล้เคียง ไม่มีใครกล้าขึ้นไปตัดไม้บนเขาซึ่งเป็นบ้านของได้แหว่งโดยเด็ดขาด ขนาดผู้ช่วยผู้ใหญ่และเพื่อนบ้านเข้าไปตัดไม้นวน ในรัศมีที่ห่างพอสมควรและไม่ใช่บ้านของมัน ยังโดนไอ้แหว่งอาละวาดแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ถ้าผมและคณะไม่ไปพบเหตุก็คงจะเกิดอันตรายถึงตายอย่างแน่นอน กิตติศัพท์ชื่อเสียงของไอ้แหว่งในทางเกเรเป็นที่รู้กันทั่วไปสำหรับชาวบ้าน ตั้งแต่แก่งแคบ ลำสะด่อง หม่องกระแทะ เขาตับเต่า ท่ากระดาน เกาะบุก พุน้ำเปรี้ยว ท่าทุ่งนาบน แม่ละมุ่น ห้วยแม่ปลาสร้อย พอถึงฤดูเก็บเห็ดโคนชาวบ้านที่ชำนาญป่าต้องนำร่องออกหน้าระวังเหตุออกไปก่อน ลูกบ้าน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงจะทยอยกันตามออกไปด้วยความระมัดระวัง พอถึงฤดูหน้าปลูกพริก ปลูกข้าวโพด ต้องจัดเวรยามลาดตระเวนกันตามถนน และจุดกองไฟข้างทางเป็นระยะตลอดแนว เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าซึ่งนำขบวนโดยไอ้แหว่งออกมากินพืชไร่หรือทำร้าย ผู้คน และต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระได้สนับสนุนลวดสายไฟฟ้า และแบตเตอร์รี่ให้ชาวบ้านขึงไฟฟ้าแรงต่ำเพื่อป้องกันช้างข้ามถนน โดยให้ “กำนันสุทน สืบสุข” หรือ “กำนันเปี๊ยก” แห่งตำบลหนองเป็ดเป็นผู้รับผิดชอบ การดำเนินงานของกำนันเป็นไปด้วยความราบรื่นอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ปรากฏว่า ลวดสายไฟฟ้าตรงบริเวณก่อนถึงเกาะบุกเลยโรงเรียนมัธยมศรีสวัสดิ์ไปนิดเดียว มีต้นไม้ขนาดเท่าโคนขาล้มทับลวดสายไฟฟ้า แล้วมีรอยเท้าของช้างข้ามตรงนั้น ตอนแรกๆ ก็เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะลมหรือสิ่งอื่นทำให้ต้นไม้ล้ม ก็ซ่อมแซมลวดสายไฟฟ้าใหม่ให้ใช้การได้เหมือนเดิม แต่อีกไม่กี่วันต่อมาสายไฟฟ้าบริเวณใกล้เคียงกันนั้นก็ขาดอีก คราวนี้มีต้นไม้หลายต้นทับอยู่บนลวดสายไฟ และในบริเวณใกล้เคียงมีร่องรอยของการถอนต้นไม้เหล่านี้ และมีรอยช้างเหยียบย่ำสับสนอยู่มาก จึงรู้ได้ทันทีว่าช้างเหล่านี้ได้เรียนรู้วิธีทำลายรั้วไฟฟ้าแล้ว ดังนั้น กำนันและลูกบ้านที่รับผิดชอบจึงทำหนังสือรายงานไปยังหน่วยรักษาพันธ์สัตว์ ป่า เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมและความฉลาดของช้างเหล่านี้ อีกไม่นานต่อมาเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการจึงมาร่วมกับชาวบ้านสำรวจเส้นทาง ที่จะสร้างรั้วไฟฟ้าแบบมาตรฐาน เพื่อจัดหางบประมาณให้เพียงพอ อีกไม่นานรั้วไฟฟ้าที่ใช้เสาเหล็กและเป็นแบบก่อสร้างที่เป็นระบบแข็งแรง จึงถูกสร้างขึ้นตามโครงการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างกับคน และไม่เบียดเบียนกัน ก่อนหน้าที่จะมีรั้วไฟฟ้า ไอ้แหว่งและบริวารจะออกมากินข้าวโพดชาวบ้าน ถึงฤดูมะม่วงสุกก็จะออกมาเขย่าต้นมะม่วงเก็บกินกันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจเจ้า ของ ยิ่งหน้าแล้งในดงไม่มีน้ำไม่มีอาหาร ไฟไหม้ป่าต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวแห้งตายหมดมีแต่ควันไฟและเถ้าถ่าน ไอ้แหว่งและคณะจึงยกกองทัพออกมากินกล้วย กินอ้อย ที่ชาวบ้านปลูกไว้หลังบ้านอย่างสบายใจ ใครจะต่อว่าด่าทอก็เอาหูกระพือทวนลม ทำเป็นไม่ได้ยินชาวบ้านขี้โมโหจึงลากเอาปืนออกมายิงขู่ แรกๆ ก็ตกใจวิ่งหนีเข้าป่าแตกกระเจิง นานเข้าบรรดานักเลงโตเหล่านี้ชาชินกับเสียงปืนก็ทำเฉย แล้ววันหนึ่งก็มีชายชุดดำกดเข้าให้ด้วยไรเฟิลถึงล้มตาย แล้วคำพังเพยโบราณก็เลยมีโอกาสได้ใช้ตรงนี้เอง “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิด” ยังไงก็ปิดไม่มิดหรอกครับ ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นที่หมู่บ้านเกาะบุกจึงมีผู้คนพลุกพล่านเหมือนเกิด มหกรรมยิ่งใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระ มีเจ้าหน้าที่จากชมรมผู้รักช้างจังหวัดกาญจนบุรี มีตำรวจโรงพักศรีสวัสดิ์ มีนักข่าว และมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ตลอดจนรถอาสาบรรเทาสาธารณะภัยจากมูลนิธิต่างๆ ได้มีโอกาสเปิดไฟแดง เปิดไซเรน วิ่งกันขวักไขว่เป็นที่สนุกสนาน พระ เณร แม่ชี ที่วัดใกล้ๆ นั้นก็มากับเขาด้วย มามุงดูครับช้างตายทั้งตัวจะให้นิ่งเฉยกันอยู่ได้ยังไง นี่ดีนะปืนที่ยิงเป็นไรเฟิล เพราะถ้าเป็นลูกซองหรืออีแ ก้ปชาวบ้านคงได้ติดคุกกันบ้างแหละ บังเอิญว่ามันเป็นไรเฟิลค้นกันทั้งหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ที่จะมีปืนไรเฟิล การตายของบริวารไอ้แหว่งในครั้งนั้นจึงจับมือใครดมไม่ได้จนบัดนี้ สอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ก็ทราบแต่เพียงว่าเห็นเป็นชายชุดดำ ดังนั้นเรื่องนี้เห็นทีก็คงจะต้องเดือดร้อนให้เป็นหน้าที่ของ ดี.เอส.ไอ.กันต่อไป ไอ้แหว่งก็อาจจะเคยโดนมาในลักษณะนี้แต่ไม่ถูกที่สำคัญ จึงมีอนุสรณ์ไว้เป็นที่ระลึกตรงติ่งหูด้านซ้ายถึง 2 แผล ทุกวันนี้มันจึงดุร้ายและเกเร เหตุการณ์ดังกล่าวจากอดีตทางเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงติดตามหา ข้อมูลรายละเอียดของสาเหตุเพื่อจัดการแก้ไข ก็ได้ข้อมูลบางอย่างออกมาว่า ช้างป่าในฤดูแล้งซึ่งอยู่ในเขตุรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งมีเนื้อที่ 858.55 ตร.กม. หรือ 536,594 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอบ่อพลอย และอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อำเภอหนองปรือ ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอบ่อพลอย ทิศตะวันตกติดต่อกับแม่น้ำแควใหญ่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อ่างเก็บน้ำเขื่อนท่าทุ่งนา และอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ป่าดังกล่าวนี้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เหมือนเป็นเกาะ เพราะมีผู้คนอยู่โดยรอบ พอถึงฤดูแล้งในเกาะดังกล่าวจะขาดอาหารและขาดน้ำ ช้างจึงต้องออกมาเบียดเบียนผู้คนที่อยู่รอบๆ ชายป่า ซึ่งเป็นขอบของเกาะดังกล่าว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีลักษณะคล้ายรูปลิ่มวางตัวไปตามแนวเหนือ-ใต้ และมีความลาดเทจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ และทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก พื้นที่ด้านทิศเหนือและตอนกลางมีลักษณะกว้างมากกว่า และค่อยเรียวลงในทางด้านทิศใต้ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และประกอบด้วยที่ราบระหว่างหุบเขา เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลำน้ำแควใหญ่ มีระดับความสูงของพื้นที่น้ำจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 700-1,000 เมตร ยอดเขาสูงที่สุดคือ เขาหัวโล้น สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,170 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ในบริเวณตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร หลายสาย คือ ห้วยลำอีซู ห้วยสะด่อง และห้วยศาลา ยอดเขาที่สูงรองลงมา คือ เขาสูง สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,149 เมตร อยู่ในบริเวณตอนเหนือ เป็นแหล่งต้นน้ำหลายสาย คือ ห้วยกระพร้อย ห้วยลำอีซู ห้วยน้ำขาว และห้วยแม่ละมุ่น จากสภาพที่เป็นเทือกเขาสูง ทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก และทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และลำน้ำลำตะเพินซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ จะไหลลงไปสู่แม่น้ำแควใหญ่ต่อไป จากข้อมูลรายละเอียดก็มาสู่การแก้ปัญหาในป่าซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่าต้องมี อาหารมีน้ำ จากสภาพที่เป็นเทือกเขาสูงทำให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเป็น ลุ่มน้ำที่มีลำห้วยลำธารหลายสาย ได้แก่ ห้วยแม่ละมุ่น ห้วยพ่อละมุ่น ห้วยช่องราน ห้วยจักร์ ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ห้วยสะด่อง ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนท่าทุ่งนา ห้วยโอ่งฟ้า และห้วยพุค่า ไหลลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ทางด้านตะวันตก และห้วยกะพร้อย ห้วยลำอีซู ห้วยอึมครึม ห้วยสะแหรง และห้วยพุขาม ไหลลงห้วยลำตะเพิน ทางด้านตะวันออก ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ที่ตำบลวังด้ง อ.เมืองกาญจนบุรี ลำห้วยตามธรรมชาติเหล่านี้เมื่อถึงฤดูแล้งต้นน้ำต่างๆ ในป่าดงน้ำจะแห้งขอด ต้องจัดการให้มีฝายเก็บกักน้ำเป็นระยะให้เหมาะสม การบุกรุกป่าเพื่อหาประโยชน์ การตัดไม้ การตั้งสำนักสงฆ์ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สำหรับแหล่งอาหารต้องต่อสู้รณรงค์ให้ชาวบ้านเข้าใจในการอนุรักษ์ป่าไม้ ป้องกันไฟ ซึ่งเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เพราะตามธรรมชาติในป่ามีอาหารของสัตว์อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น ในป่าสลักพระมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่ในเชิงเขาล้อมรอบอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้า และต้นไม้ที่ออกผล เป็นอาหารของสัตว์ป่าอยู่มากมาย เช่น มะขามป้อม ไทร มะกอก สมอ ฯลฯ และยังมีโป่งดินเค็มซึ่งสัตว์ป่าต้องการลงมากินเป็นจำนวนมากกว่า 100 โป่ง สิ่งเหล่านี้ที่มีอยู่เราต้องช่วยกันรักษา สิ่งที่ยังขาดอยู่เราต้องช่วยกันพัฒนา สัตว์ป่า ช้าง และผู้คน ก็จะอยู่ร่วมกันได้ ไอ้แหว่งก็คงจะไม่ออกมารบกวนชาวบ้านให้เป็นที่เดือดร้อนกันอีก
เก็บเอามาเล่า ฉบับ 637 (กรกฎาคม 2554) โดย...วัฒนะ อารี
http://www.naachim.com/index.aspx?ContentID=ContentID-110705171129593
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 01:48 น. |