 |
เชือกเคลือบน้ำมัน
|
สารพัดวิธีที่ชาวบ้านบริเวณชายป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ คิดค้นขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาฝูงช้างบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมด้วยวัสดุง่ายๆ เพียงไม่กี่ชนิด พัฒนาการภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะนำไปสู่แนวทาง การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี นั่งล้อมวงคุยเพื่อนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง
เขียนโดย ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สารพัด (ยันต์) กันช้าง
หลังจากที่ชาวบ้านประสบปัญหาช้างบุกรุกพื้นที่ทำกินสร้างความเสียหายให้กับ ชุมชน วิธีการป้องกันช้างไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูก ไล่ลำดับวิวัฒนาการสร้างยันต์กันช้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องของชาวไร่แถบเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และชุมชนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาทำนองเดียวกัน
 |
รั้วไฟฟ้า
|
ใช้คนเฝ้า ไฟฉาย และลูกไข่
วิธีแรกๆ ที่ถูกนำมาเพื่อเป็นการป้องกันก็คือ การใช้คนมาคอยตระเวนตรวจดูช้างที่อาจหลบอยู่ตามแนวชายป่า โดยมีไฟฉายและลูกไข่ ประทัด กระจับ ไว้คอยจุดส่งเสียงดังเพื่อขับไล่
นั่งห้าง
 |
ซีดี-ไฟส่อง
|
เป็นการสร้างห้างขนาดความสูงตั้งแต่ 3 เมตรถึง 8 เมตร โดยจะมีคนคอยเฝ้าระวังอยู่ เมื่อพบช้างจะเข้ามาในพื้นที่ คนเฝ้าจะส่งสัญญาณหรือฉายไฟเพื่อขับไล่ สำหรับระดับความสูงของต้นไม้ที่ใช้สร้างนั้น จะไม่สร้างเอาไว้ในระดับที่เตี้ยจนเกินไปเพราะคนเฝ้าอาจได้รับอันตรายจากการ เข้าชาร์จของช้างได้
รั้วไฟฟ้า
สามารถทำได้ 2 ลักษณะทั้งที่ต่อกระแสไฟฟ้าสายตรงจากบ้าน หรือใช้แบตเตอรี่ขนาด 110 แอมป์ขึ้นไป โดยใช้ลวดเบอร์ 14 - 17 ขึงระหว่างแปลงเพาะปลูกเป็นแนวรั้ว ใช้ตัวแปลงกระแสไฟจาก 220 โวลต์ เป็น 8,000 โวลต์ ปล่อยกระแสไฟวิ่งเป็นระยะๆ ทุกๆ 1 วินาที โดยไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่จะทำให้ตกใจแทน ซึ่งระยะทางในการปล่อยกระแสไฟนั้นถ้าเป็นกระแสไฟบ้านโดยผ่านตัวแปลงจะสามารถ ปล่อยกระแสไฟไปตามเส้นลวดได้เป็นระยะทางประมาณ 1.5 - 3 กิโลเมตร ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นที่อยู่ในดินด้วยเช่นกัน ถ้ามีความชื้นมากแรงต้านทานก็จะน้อยและทำให้กระแสไฟไปได้ไกล ส่วนก้อนแบตเตอรี่นั้นจะใช้ 1 ก้อนต่อ 1 กิโลเมตร โดยใช้เวลาชาร์จไฟ 10 ชั่วโมงต่อระยะเวลา 1 คืน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานง่ายต่อการรื้อถอนของช้าง และขาดการดูแลรักษาที่ดี
 |
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ
|
สปอตไลท์ และแผ่นซีดี
เป็นแนวคิดที่ได้มา จากวิธีป้องกันช้างที่กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้แบตเตอรี่รถยนต์ขนาด 100 แอมป์ 1 ก้อน และแขวนสปอตไลท์ให้อยู่ในระดับเดียวกับแผ่นซีดี เมื่อลมพัดแผ่นซีดีจะหมุนไป-มากระทบแสงไฟจากสปอตไลท์ ซึ่งจะดูวูบวาบคล้ายๆ กับแสงเลเซอร์ ซึ่งชาวบ้านที่กุยบุรียืนยันว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมากว่า 3 ปีแล้ว
เชือกเคลือบน้ำมันเครื่องเก่า ยาสูบ และพริก
 |
ป้ายระวังช้าง และเชือกผูกถุงพลาสติกเป็นแนวกัน
|
วิธี นี้เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศเคนยา เกษตรกรที่นั่นใช้มาตลอดระยะเวลา 4 ปีตั้งแต่มีการคิดค้นขึ้น โดยวัสดุที่ใช้ก็คือ ผสมน้ำมันเครื่องเก่า 5 ส่วน (5 ลิตร) ยาสูบ 2 ส่วน (200 กรัม) พริก 1 ส่วน (100 กรัม) ต่อระยะทาง 200 เมตร โดยทาทุกๆ 2-3 วัน ซึ่งบริเวณพื้นที่ทดลองมีการรายงานว่าสามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี
เรื่อง
ใต้เสื้อกันหนาวตัวหนาคั่นกลางระหว่างร่างกายและพื้นไม้ไผ่บนนั่งห้างขนาด 10 คนนอนท่ามกลางความมืดของพงไพร และแสงดาวตรงปลายยอดไผ่ กับความรู้สึกเย็นลมป่าแทบจะทำให้หลายๆ คนที่ล้มตัวนอนอยู่ตรงนี้ ลืมไปเลยว่าเมื่อกลางวันเราผ่านทางมาด้วยความร้อนของอุณหภูมิที่ 37 องศาเซลเซียสของตัวเมืองกาญจนบุรีเข้าสู่พื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สลักพระ สถานที่ผจญภัยของเหล่าพรานอักษรน้อยใหญ่ในอดีต
จุดหมายในการมาเยือนทุ่งสลักพระครั้งนี้คงมากกว่าการมาเพื่อรับรู้ถึงกลิ่น อายความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าตะวันตก แต่เป็นการมาติดตามผลของการแก้ปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน แถบพื้นที่ใกล้เคียงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ที่เรื้อรังมากว่า 5 ปีแล้ว
ยุทธการเชือกเคลือบน้ำมัน
เราเดินทางมาถึงตัวเมืองกาญจนบุรีเกือบๆ คล้อยบ่าย ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ไร่อ้อยที่ตั้งอยู่ติดกับแนวชายป่าของเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พื้นที่เพาะปลูกที่มีปัญหาช้างป่าเข้ามาบุกรุกทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน หากใครที่ได้มีโอกาสใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี-ศรีสวัสดิ์ ตลอดระยะทางกว่า 30 กิโลเมตรจากตัวเมืองถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ สิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนจะเห็นกันจนชินตาก็คือ เส้นเชือกผูกถุงพลาสติกที่โยงอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งแสงวับแวมที่สะท้อนมาจากแผ่นซีดีกลางไร่อ้อย รวมทั้งนั่งห้างส่องสัตว์ที่อยู่บนต้นตาลที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
เส้นเชือกระโยงระยางกั้นเป็นแนวกำแพงตามชายป่าแถบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สลักพระ ที่เห็นอยู่ทั่วไปนั้น ดูเผินๆ อาจจะเป็นแนวเขตแดนที่ชาวไร่อ้อยช่วยกันทำขึ้นเพื่อบอกสัดส่วนที่ดินของแต่ ละคน เพื่อไม่ให้มีการล้ำแดนเข้าไปทับที่กัน ลมร้อนตอนบ่ายพัดเข้าปะทะตัวพอให้ได้รู้สึกถึงความอบอ้าว แต่กลิ่นฉุนที่ลอยมาตามลมนั้นถึงกับให้ใครหลายคนออกปากบ่น
"นี่เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลมากว่าสี่ปีแล้วในประเทศเคนยา" ดร.โนเอล สิทาธี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้างประเทศเคนยา ยืนยันถึงความสำเร็จของวิธีดังกล่าวก่อนที่จะนำเข้ามาประยุกต์ใช้ในประเทศ ไทย โดยมีไร่อ้อยแถบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นพื้นที่ทดลอง
เขาเล่าว่า เคนยากับเมืองไทยก็มีความแตกต่างหลายด้าน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สัตว์ป่า รวมถึงการอนุรักษ์ "ในแง่ของสัตว์ป่าเมืองไทยจะแบ่งแยกชัดเจนระหว่างพื้นที่ทำกินกับพื้นที่ อนุรักษ์ เสือ และช้างไม่ได้ไปอยู่ในหมู่บ้าน แต่จะอยู่ภายในพื้นที่อนุรักษ์หมดเลย แต่ที่เคนยา สัตว์ป่ามากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์จะอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ ก็คือ อยู่ในพื้นที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ เช่น มาไซ อยู่ร่วมกันระหว่างคน ผู้คนจะคุ้นเคยกับการเจอช้าง เจอสิงโต เจอสัตว์ป่าเป็นเรื่องธรรมดา นั่นคือความแตกต่าง เพราะฉะนั้นเมื่อสัตว์ป่านอกพื้นที่อนุรักษ์เหลือเยอะ มันก็เกิดการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย"
เมื่อเกิดการอยู่ร่วมกันก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่แบบเดียวกับประเทศไทย เขาจึงต้องมีการคิดหาวิธีป้องกัน
"วิธีการต่างๆ ที่ใช้มักได้มาจากคนท้องถิ่น เขาก็จะคิดไปเรื่อยๆ ทดลองใช้วิธีการอะไรดี บางคนก็ใช้ แขวนฝาหม้อกับเชือกฟาง เพื่อช้างมาจะได้ยินเสียง มีการเก็บข้อมูลว่าชาวบ้านใช้อะไรบ้าง ก็พบว่าเขาใช้น้ำมันเครื่อง ใช้พริก หรือใช้ยาสูบ แต่เขาใช้แยกออกจากกัน ต่างคนไม่ได้คุยกัน แต่เมื่อผมดูแล้ว ยาสูบมันก็เหม็นแต่ก็ไม่ได้เหม็นมาก และมันก็จะหายไปเร็ว พริกก็เหมือนกัน แต่น้ำมันเครื่องค่อนข้างจะอยู่นานหน่อย แต่ก็ยังไม่ดีเท่ากับเอาทั้งสามอย่างนี้มารวมกัน ก็เลยลองเอาสามอย่างนี้มารวมกัน ปรากฏว่าได้ผลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ในแปลงทดลองสิบสองแปลง เป็นเวลากว่าสี่ปีแล้ว"
โนเอลยอมรับว่าช้างในแต่ละพื้นที่ย่อมมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ในเชิงชีววิทยาของช้าง ในงวงของมันจะมีประสาทเป็นร้อยๆ เส้น เหมือนกันทั้งเอเชียและแอฟริกา วิธีการนี้ก็คือกลิ่นที่จะทำให้ช้างหนี ซึ่งเขาตั้งสมมติฐานว่าหากเส้นประสาทในงวงเหมือนกัน วิธีการดังกล่าวก็น่าจะได้ผลเหมือนกัน
ใครกันที่ล้ำเส้น
"ไม้รวก ไม้ไผ่มันกินยาก สู้กินอ้อยไม่ได้ มันนิ่มๆ นิ กินก็อิ่มเร็วกว่า" น้ำเสียงตัดพ้อของ สุรชัย ลิมปกาญจนทวี ที่ ตลอด 30 ปีของชีวิตชาวไร่อ้อยเขายังไม่เคยพบช้างเข้ามาหากินตามชายป่าละแวกนี้เลย จนกระทั่ง 3 ปีก่อนเขาเริ่มพบช้างเข้ามาหากินแถวๆ ไร่อ้อย
"เริ่มที่หนักๆ ก็ช่วงสองปีที่ผ่านมา และจากที่เคยมีมาไม่มากตอนนี้ตกยี่สิบถึงสามสิบเชือกก็มี ความเสียหายหนักสุดก็อยู่ที่ประมาณสี่ห้าหมื่นบาท แต่ถ้ารวมๆ กัน มันก็คงเป็นแสนขึ้นไปแล้วละ บางทีเข้าไปเป็นงาน เวลาเดินไปไม่ใช่ของไม่เสียนี่ เดินไปก็ทำลายไปด้วย เดินทั่วไปหมด มีครั้งหนึ่งช้างพ่อแม่ลูกสิบกว่าตัวเดินกันไปทีเรียบไปเป็นแถบรถสิบล้อวิ่ง ได้สบายๆ เลย"
จากความเสียหายที่เกิดขึ้นเขาจึงต้องเริ่มป้องกันตัวเอง โดยแรกเริ่มใช้คนขับไล่ ต่อมาใช้วิธีจุดลูกไข่ ช้างได้ยินแรกๆ ก็จะกลัว แต่พอนานเข้าช้างเริ่มชิน ก็ต้องกลับมาใช้คนเฝ้าระวังอีก ระยะหลังจึงได้มีการทำลวดช็อต และได้มีโอกาสไปดูงานที่กุยบุรี เขาก็เอาวิธีไฟส่องแผ่นซีดีมาปรับประยุกต์ใช้
สุรชัยคิดว่าสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ช้างเข้ามาในพื้นที่เพาะปลูกน่าจะมาจากความแห้งแล้งของป่า และสัตว์เลี้ยงที่คนปล่อยเข้าไปหากินในเขตอนุรักษ์ "ผมว่าช้างน่าจะมาเจอสระน้ำวัว ได้แหล่งน้ำ ใกล้ๆ กับไร่ที่พวกเลี้ยงวัวมาขุดไว้ โซนวัวกินพื้นที่ไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เลยทำให้ช้างออกมากิน เมื่อช้างได้แหล่งน้ำ ก็เดินต่อมาหาแหล่งอาหาร ก็มาเจออ้อย คราวนี้เลยไม่กลับเข้าป่าใหญ่อีก"
ด้าน จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์ ผู้จัดการและผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี มองว่าสาเหตุมีทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยรอง ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน
"ไม่มีใครสามารถจะฟันธงได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุหลัก แต่ถ้าเรามองว่าปัจจัยหลักที่ควบคุมพฤติกรรมของช้างต่อปี การเดินหากินของเขามีสองอย่าง ก็คือ น้ำและพืชอาหาร ช้างต้องการน้ำ และจะอยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าปีไหนที่มันแล้งจัดและไม่มีน้ำเลยในพื้นที่ที่เขาอยู่ เขาก็ต้องมาหาแหล่งน้ำ ก็คือแหล่งน้ำเดิมที่เขาเคยใช้ แต่ตอนนี้กลายมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแล้ว หรือเขามาหาแหล่งน้ำแล้วบังเอิญเจอแหล่งน้ำใหม่ เช่น พวกหนองบึงที่ขุดให้วัว อาจจะอยู่บริเวณชายเขตเลย หรืออยู่เหลื่อมเข้าไปในเขต เขาอาจจะเข้ามากิน แล้วก็เลยดึงช้างให้เข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรม จริงๆ วัตถุประสงค์หลัก ตอนแรกอาจจะมาเพื่อน้ำ อันนั้นก็เป็นข้อสันนิษฐานกัน และจะเห็นว่าพื้นที่ที่ถูกช้างบุกรุกส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับเขตป่า หรือลำห้วย พื้นที่ที่ช้างจะค่อนข้างใช้อาศัยในป่า หมู่บ้านพวกนั้นจะมีปัญหา"
เธอเล่าต่อไปว่า พืชที่ได้รับความเสียหายจะเป็นพืชจำพวกอ้อย มะม่วง มะละกอ ข้าวโพด กล้วย ซึ่งในอดีต การเข้ามากินพืชไร่ของช้างป่าในพื้นที่เกษตรกรรมรอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เคยเกิดขึ้นเป็นประจำเฉพาะบริเวณทางด้านตะวันตกของแนวเขต บริเวณที่ชาวบ้านอพยพมาอยู่หลังจากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ของตำบลหนอง เป็ดและด่านแม่แฉลบ และการเข้ามาในพื้นที่ของช้างจะเกิดขึ้นตามฤดูกาลซึ่งคาดการณ์ได้ แต่ประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา การเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่าได้ขยายตัวลงมาทางด้านตะวันตกเฉียง ใต้และด้านใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน ความถี่ของการเกิดเหตุการณ์กระจุกอยู่บริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ และทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองกาญจนบุรี และเกิดขึ้นตลอดปี
คำตอบสุดท้ายระหว่างคนกับช้าง
หลังสิ้นสุดเสียงเครื่องยนต์ที่บุกป่าฝ่าดงมาเป็นระยะทางรวบ 10 กิโลเมตร ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็มาถึงพร้อมๆ กับแสงตะวันกำลังลับฟ้า เครื่องปั่นไฟพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่เอี่ยมอ่องจึงเริ่มทำงาน ก่อนใครบางคนในกลุ่มพิทักษ์ป่าจะเล่าถึงความอดทนที่พวกเขาต้องรอมันมาเป็น แรมปี เสร็จจากมื้อค่ำเราออกมานั่งพูดคุยกันต่อตรงกองไฟใกล้ๆ ลานอเนกประสงค์ที่วันดีคืนดีจะมีช้างป่าเดินแวะมาเยี่ยมเยียนบ้าง แล้วแต่จังหวะและโอกาส หลายเรื่องราวหลากเรื่องเล่าถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยน เคล้าลมป่าที่ทำบางคนต้องกระชับเสื้อตัวในให้แน่นขึ้น ก่อนที่ใครบางคนจะตั้งกระทู้ถาม
"คนกับช้างจะอยู่ร่วมกันไม่ได้เหรอ..." ไร้คำตอบ นอกจากเสียงที่หลายๆ คนคาดว่าน่าจะใช่ช้างป่าที่แวะมาดูลาดเลา
"ก่อนหน้านี้มันก็จะมีคำพูดหวานๆ ระหว่างบางคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริงๆ ว่าคนกับช้างจะอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ฉันไม่เชื่อ..." เบอลินดา สตีเว่น-ค็อก นักวิจัยอิสระชาวอังกฤษที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยมากว่า 25 ปีพูดขึ้น
เธอไม่คิดว่าคนกับช้างจะอยู่ด้วยกันได้ถ้าอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แค่ควรจะอยู่คู่กันคนละโซน รวมทั้งต้องเคารพในพื้นที่ซึ่งกันและกัน
"วิธีการก็คือว่า จะทำอย่างไรที่จะบล็อกช้างไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ของคนในขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ล็อกไม่ให้คนเข้าไปในพื้นที่ของช้างเหมือนกัน จากมุมมองของทั้งสองด้าน เราก็ว่ามันยุติธรรมที่ว่าควรจะปกป้องเกษตรกรที่ช้างเข้ามา เราก็เข้าใจว่าเขาต้องทำมาหากินเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยุติธรรมที่ว่าน่าจะคิดถึงความจำเป็นหรือความต้องการ ในชีวิตของช้าง"
การแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งในงานวิจัยของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า วนเกษตร หรือการปลูกพืชแบบผสมผสานสามารถแก้ปัญหาช้างกินพืชไร่ได้ โดยทีมวิจัยโครงการแก้ปัญหาช้างกินพืชไร่ ได้มีการเก็บข้อมูลของพืชที่ช้างไม่ชอบกิน แต่คนกินได้ และมีพืชที่ทนต่อการถูกเหยียบย่ำ ซึ่งพบว่ามีผักพื้นบ้านหลายชนิดด้วยกัน เช่น ชะอม ผักติ้ว ผักหวาน ฯลฯ และได้มีการทดลองปลูกพืชผักเหล่านี้ พร้อมกับไม้เศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาวอย่าง ยางนา ตะเคียน สะเดา ฯลฯ ซึ่งจากการติดตามประเมินผลที่ผ่านมาพบว่า การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเช่นนี้ช่วยลดปัญหาการเข้ามากินพืชไร่ได้
หรือสิ่งที่ มานะ มณีนิล หัว หน้าหน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระคิดถึงการหาแหล่งน้ำในจุดธรรมชาติ หรือไม่ก็ปลูกพืชอาหารเสริมสำหรับช้างรวมทั้งสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อไม่ให้ช้างออกไปทำลายพืชไร่ อีกทั้งยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศโดยรอบบริเวณเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่าสลักพระให้ยั่งยืนไปในตัว เป็นสิ่งที่เจ้าตัวคาดหวังจะเป็นทางออกที่ดีในอนาคต สุดทางบทสนทนาเมื่อถึงเวลาพักผ่อน แม้แสงฟืนมอด แต่แสงดาวยังสุกสกาวอยู่
แม้ทางออกที่ดีที่สุดจะยังไม่หลุดออกมาจากปากของใครหรือหน่วยงานใด แต่อย่างน้อยที่สุดความคาดหวังถึง 'ความร่วมมือจริงๆ' ทั้งหน่วยงานรัฐและชุมชนในพื้นที่ก็น่าจะทำให้คำตอบดังกล่าวเห็นเค้าลางความ เป็นจริงมากขึ้น
|