|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 02:09 น. |
คุ้ยมูลช้างป่าค้นหาหลักฐานทางพันธุกรรม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ส่งเสริมการศึกษาพัฒนาวิธีการศึกษาประชากรช้างป่าโดยเก็บตัวอย่างดีเอ็น เอช้างป่าจากเซลล์ลำไส้ที่ติดออกมากับมูล เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งวิธีการดังกล่าวลดปัญหาการรบกวนสัตว์ สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ศึกษา และได้ข้อมูลเชิงประชากร รวมทั้งข้อมูลเชิงพันธุศาสตร์ของช้างป่าที่ถูกต้องมากขึ้น คาดว่าเทคนิคดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้กับสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ช้างป่าเป็นสัตว์ที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศป่าเขตร้อน ด้วยพฤติกรรมในการเดินแสวงหาอาหาร ช่วยเปิดทางด่านสัตว์ เปิดพื้นที่ให้แสงสว่างส่องถึง ซึ่งช่วยในการงอกของกล้าไม้หลายชนิด รวมถึงพฤติกรรมการกินอาหารของช้าง จะสังเกตได้ว่าแม้ช้างป่าจะหักกินยอดไม้ เนื้อไม้ รากไม้หรือกระชากเถาวัลย์ลงมามากมายเพียงใด ก็ไม่ได้กินไปเสียทั้งหมด แต่จะเหลือบางส่วนไว้เพื่อให้สัตว์อื่นๆ กินเป็นอาหารไว้เสมอ อีกทั้งยังช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ไปยังบริเวณต่างๆ ในผืนป่าอีกด้วย ดังนั้น ช้างป่าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่วยดำรงพลวัตรของป่า ป่าใดมีช้างป่า อาศัยอยู่ย่อมเป็นเครื่อง หมายแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนั้นนั่นเอง ขณะนี้ช้างป่าในหลายพื้นที่ของประเทศ ไทยกำลังถูกคุกคาม เนื่องมาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิจกรรมของ มนุษย์ เมื่อถิ่นที่อยู่อาศัยถูกรบกวน และความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารลดลง ช้างป่าในบางพื้นที่จำต้องย้ายแหล่งอาหารออกมาในพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งอยู่ติดกับผืนป่า เกิดปัญหาการเผชิญหน้ากันระหว่างคนกับช้างขึ้น การวางแผนอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่อาศัยของช้างจึงเป็นหนทางหนึ่งในการลด ปัญหาความขัดแย้งและดำรงไว้ ซึ่งเผ่าพันธุ์ช้างป่าไม่ให้สูญหายไปจากเมืองไทย หาก แต่ในการวางแผนให้มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็น ต้องมีข้อมูลพื้นฐาน เช่น ขนาดประชากร โครงสร้างประชากรและการกระจายตัวของช้างป่าที่ถูกต้อง ซึ่งการสำรวจช้างป่าในปัจจุบันโดยการเดินตามแนวเส้นตรงและนับตัวช้างหรือนับ กองมูล เพื่อคำนวณขนาดประชากร มีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเมื่อศึกษาในประชากรที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นการคำนวณประชากรโดยการสุ่ม ตัวอย่าง และตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณยังคงมีความแปรผันตามพื้นที่ศึกษาด้วย ข้อมูลที่ได้จากวิธีการนี้ยังไม่สามารถอ้างอิงถึงโครงสร้างประชากรได้ เนื่องจากอาจมีการนับกองมูลของช้างตัวเดิมซ้ำ อีกทั้งในการเดินสำรวจเพื่อนับจำนวนตัวช้าง อาจต้องเผชิญหน้ากับช้างป่าที่กำลังตกมันหรือช้างฝูงที่มีลูกอ่อน ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่นักวิจัยเป็นอย่างมาก วิธีการสำรวจช้างป่าโดยการวิเคราะห์ดีเอ็นเอจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งนักวิจัยสามารถระบุตัวช้างป่าได้โดยอาศัยแบบแผนดีเอ็นเอที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะในช้างป่าแต่ละตัว วิธีการนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่าง ประเทศ แต่ยังไม่มีผู้นำมาประยุกต์ใช้ศึกษาสัตว์ป่าเชิงประชากรในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ น.ส. ชลิตา จึงเลือกใช้เทคนิคการเก็บตัวอย่าง ดีเอ็นเอของช้างป่าจากเซลล์ลำไส้ใหญ่ที่ติดมากับมูล เพื่อศึกษาช้างป่าในเชิงประชากรและพันธุศาสตร์เชิงประชากร ภายใต้โครงการ วิจัย “พันธุศาสตร์เชิงประชากรของช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี” ในการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ใช้วิธีการนี้ในการศึกษาประชากรและพันธุ ศาสตร์เชิงประชากรของสัตว์ป่า “วิธีการนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถ ระบุตัวช้างป่าได้ สามารถนับ ระบุเพศและวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงพันธุกรรมของช้างป่าได้ ซึ่งการเก็บข้อมูลภาคสนามเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเพศและพันธุกรรม ดังนั้น ในการวิเคราะห์ตัว อย่างดีเอ็นเอจะใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA Marker) ที่เรียกว่า ไมโครแซทเทล ไลท์ (Microsatellites) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนที่ไม่มีหน้าที่กำหนดพันธุกรรม หรือควบคุมการสร้างโปรตีนในร่างกายของ สิ่งมีชีวิต เป็นบริเวณที่มีรูปแบบการเรียงลำดับเบสซ้ำกันไปมาและมีความหลากหลาย (variation) แตกต่างกันไปในช้างแต่ละตัว ทำให้นักวิจัยสามารถจำแนก ช้างออกจากกันได้โดยการอ่านแบบแผน ดีเอ็นเอ และการใช้ไมโครแซทเทลไลท์หลายตำแหน่งจะยิ่งช่วยให้การจำแนกช้างแต่ละตัวออก จากกันมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” การเก็บตัวอย่างมูลช้างจะต้องเลือกมูลช้างที่สดใหม่เท่านั้น โดยสามารถสกัดดีเอ็นเอได้จากเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ของช้างป่าซึ่งถูกขับออก มาพร้อมกับมูลเสมอ เนื่อง จากอาหารที่ช้างป่ากินเข้าไปมีกากใยอาหารเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้จะครูดเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ออกมาเมื่อกากอาหารมีการเคลื่อนตัว ซึ่งตามปกติเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้จะหลุดลอกและสร้างขึ้นใหม่ทดแทนเสมอ เมื่อกากใยอาหารมาถึงปลายลำไส้ ช้างป่าจะขับถ่ายมูลซึ่งมีเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ออกมา สามารถนำมาสกัดดีเอ็นเอและนำไปวิเคราะห์ต่อไปได้ ทั้งนี้ ทางโครงการวิจัยได้พัฒนาวิธีการเก็บตัวอย่างมูลช้างป่าขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดจุดเก็บตัวอย่างในบริเวณจุดรวมช้าง และทำการเก็บตัวอย่างเฉพาะฤดูแล้ง ซึ่งจุดรวมช้างป่าที่สำคัญแหล่งหนึ่งคือ แหล่งน้ำ อันเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสัตว์ทุกชนิดในช่วงฤดูแล้ง ในช่วงเวลาดังกล่าวแหล่งน้ำของช้างป่าบางแห่งจะแห้งหายไป จึงสามารถ พบช้างป่ามารวมฝูงกันได้ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงมีน้ำหลงเหลืออยู่ อีกทั้งในการเก็บมูลช้างป่านักวิจัยไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวเส้นตรงเป็นระยะ ทางไกล เพียงแค่มา ยังจุดที่เป็นแหล่งรวมช้างก็สามารถเก็บตัว อย่างมูลช้างป่าได้ครบถ้วน น.ส.ชลิตา กล่าว จากข้อมูลการสำรวจช้างป่าของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระพบว่า ผืนป่าสลักพระมีช้างป่าอาศัยอยู่ประมาณ 80- 120 ตัว ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ได้จากมูลช้างป่าในเบื้องต้น จึงคาดว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการสำรวจช้างป่าในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ประชากรและพันธุศาสตร์เชิงประชากรของช้างป่าด้วยวิธีการนี้ ยังต้องปรับ ปรุงเทคนิคทางอณูชีววิทยาและการวิเคราะห์ ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หากสามารถนำ วิธีการดังกล่าวมาใช้ได้จริง ข้อมูลจากการศึกษาจะมีประโยชน์ต่อการวางแผนอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากร ป่าไม้และสัตว์ป่าในเมืองไทยเป็นอย่าง มาก และด้วยวิธีการดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาประชากรสัตว์ป่า ชนิดอื่นๆ รวมทั้งการศึกษาเชิงนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ในแง่มุม อื่นๆ ได้อีกด้วย
สยามธุรกิจ ฉบับที่ 794 ประจำวันที่ 19-5-2007 ถึง 22-5-2007
|