|
ดูอนาคต "ช้างไทย" ผ่าน "ช้างป่าสลักพระ" |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2011 เวลา 13:28 น. |
ดูอนาคต "ช้างไทย" ผ่าน "ช้างป่าสลักพระ"
รายงานพิเศษ
โดย ปิยรัชต์ จงเจริญ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของปะเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ.เมือง ศรีสวัสดิ์ และบ่อพลอย มีเนื้อที่ประมาณ 536,594 ไร่ ทิศเหนือจรดอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อ.บ่อพลอย ทิศตะวันออกจรด อ.บ่อพลอย ทิศใต้จรด อ.เมืองกาญจนบุรี ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำแควใหญ่และอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อ.ศรีสวัสดิ์ ปัจจุบันช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีประมาณ 100-120 ตัว
ปัญหาช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศ ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย และจำนวนประชากรช้างเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ป่าที่ถูกจำกัด ช้างจำเป็นจะต้องขยายอาณาเขตหากิน
จึงเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของราษฎร ปัญหาเหล่านี้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น
ล่าสุดมีการสำรวจพบช้างป่าประมาณ 30 ตัวออกมาลงเล่นน้ำในบ่อน้ำสาธารณะที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังด้ง อ.เมืองกาญจน์ฯ ที่ขุดไว้เพื่อรองรับช้างป่า
"เอกสิทธิ์ วิริยาลัย" นายก อบต.วังด้ง กล่าวว่า ในปีนี้ช้างได้ออกมากินพืชผลทางการเกษตรอย่างหนัก ชาวบ้านพยายามที่จะไม่ทำร้าย แต่จะหาวิธีป้องกันด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าไปตามสายไฟซึ่งกั้นแนวแปลงเกษตร ไว้ แต่ช้างฉลาดขึ้น คือ จะเอางวงจับกิ่งไม้ใกล้ตัวนำไปฟาดสายไฟให้ขาดจนแนวสายไฟล้มโค่น จากนั้นก็เข้าไปกินพืชไร่
"ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาช้างจะออกมากินพืชไร่ของชาวบ้านในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น แต่ปัจจุบันออกมากินพืชไร่ตลอดทั้งปี สร้างความเดือดร้อนและเสียหายอย่างหนัก ล่าสุดเดินข้ามถนนสายกาญจนบุรี-ศรีสวัสดิ์ เพื่อลงกินน้ำในแม่น้ำแควใหญ่แล้ว"
"ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามีชาวบ้านส่วนหนึ่งบุกรุกพื้นที่ป่า แต่ก็เป็นบริเวณชายป่าที่ไม่ลึกมากนัก ช้างส่วนใหญ่จะหากินอยู่กลางใจป่า เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งอาหารและน้ำ ประกอบกับปีนี้ก็ไม่แล้ง แต่ทำไมช้างจึงออกมาหากินในไร่ของชาวบ้าน"
"หลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่า ใจกลางป่าเกิดอะไรขึ้น มีบุคคลเข้าไปทำลายป่า ทำลายความสมบูรณ์ของป่าหรือไม่ ผมร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่จนถึงปัจจุบันยังมิได้รับการแก้ไข ทำให้ปัญหาเรื้อรังมานานหลายปี อบต.ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดการกับปัญหา หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปล่อยปัญหาให้ลุกลามต่อไป ชาวบ้านอาจจะทำร้ายช้างก็เป็นได้"
ด้านนิพนธ์ สงวนญาติ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาช้างป่าก็ลงมากินพืชไร่ในช่วงฤดูกาลพืชผลของ ชาวบ้านอยู่เป็นประจำ แต่ในปีนี้ช้างได้ลงมาพร้อมๆ กันหลายจุด ซึ่งผิดปกติกว่าทุกปีที่ผ่านมา สาเหตุคาดว่ามาจากเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประสบปัญหาภัยแล้ง
"ประกอบกับชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไปหาของป่า เช่น หน่อไม้ ไม้ไผ่ ซึ่งรบกวนช้างตลอดเวลา ทำให้ช้างแยกจากโขลงใหญ่ เป็นโขลงเล็กๆ หลายโขลง เป็นเหตุให้ช้างลงมากินพืชไร่ของชาวบ้านคราวละหลายจุด และอีกสาเหตุหนึ่งคือ แหล่งน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีน้อยมากหากเทียบกับป่าอื่นๆ ในอดีตช้างเคยลงมาเล่นน้ำในแม่น้ำแควใหญ่เมื่อน้ำในป่าหมดก็จะลงมา เมื่อมาเจอกับพืชไร่ก็กิน"
นิพนธ์บอกว่า การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันตั้งชุดอาสาสมัครในแต่ละหมู่บ้าน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าระวัง ร่วมกับชุดปฏิบัติการของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 ชุด ชุดละ 8 คน จะเข้าไปเสริมทุกจุด เพื่อขับไล่ช้างให้เข้าป่า
"ส่วนในระยะยาวจะต้องบูรณาการร่วมกันทุกฝ่าย โดยอาจจะเปลี่ยนแปลงอาชีพของเกษตรกรหรือเปลี่ยนชนิดพืชปลูก นอกจากนี้อาจจะจัดเป็นสวนสัตว์ธรรมชาติ ด้วยการสร้างแหล่งน้ำกลางป่าหลายๆ แห่ง ปลูกกล้วยป่า ไผ่ ทุ่งหญ้า โป่งเทียม จะเป็นการดึงสัตว์ทุกชนิดให้กลับไปอยู่กลางใจป่าได้"
นายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผล หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระหลายตัวอยู่ในสภาพผอม แสดงถึงสภาวะการขาดแคลนสารอาหาร เนื่องจากแหล่งอาหารในป่าและเกลือแร่หรือดินโป่งมีน้อยลง จังหวัดกาญจนบุรี องค์กรภาครัฐและเอกชน จึงมีแนวคิดในการช่วยเหลือช้างโดยทำ "โป่งเทียม" สำหรับช้างป่าขึ้น และ ปลูกป่าป้องกันช้างป่าเป็นรั้วทางธรรมชาติในแนวกันชนเพื่อบรรเทาปัญหาช้าง เข้ามาหากินในเขตเกษตรกรรมของราษฎร และชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่าร่วมกัน
"ปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ช้าง แต่ดูเหมือนว่ากระทำกันไปคนละทิศทางจนบางครั้งขัดแย้งกัน ทุกฝ่ายต่างก็รู้ปัญหาและสาเหตุว่าเกิดเพราะอะไร ฝ่ายรัฐก็โทษว่าเป็นเพราะประชาชนไปบุกรุกที่ของช้าง แต่ลืมนึกไปว่านโยบายพัฒนาประเทศเช่นการสร้างเขื่อน การตัดถนนแยกพื้นที่ป่าเป็นต้นตอที่มาของปัญหา เนื่องจากไม่มีการศึกษาปัญหาและผลกระทบที่ตามมาก่อนที่จะตัดสินใจสร้างสิ่ง ต่างๆ เหล่านี้"
"อย่างเช่นในกรณีของช้าง 8 เชือกที่ส่งไปออสเตรเลีย ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าทำไปทำไม ส่งไปแล้วประเทศเราจะได้ประโยชน์อะไร หรือช้างซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยจะกลายเป็นเพียงสินค้าส่ง ออกตัวหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวอ้างว่าช้างมีสิทธิส่งออกได้ ทำตามขั้นตอนถูกต้องและไม่ใช่ช้างป่าอย่างที่องค์กรเอกชนตั้งข้อสงสัย แต่ควรหรือไม่ที่จะส่งช้างออกไป เพราะมีผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยทั้งชาติ"
นายสัตวแพทย์สามารถกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานดูแลรับผิดชอบเรื่องช้าง เช่น กรมปศุสัตว์ในฐานะที่ดูแลช้างเลี้ยง มีหน้าที่ด้านการดูแลสุขภาพช้างในปางช้างและจัดทำระบบมาตรฐานปางช้าง กระทรวงมหาดไทยดูแลเรื่องการทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณช้างเลี้ยง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลเรื่องช้างป่า และอีกหลายองค์กร แต่เมื่อเวลาเกิดปัญหาจะหาเจ้าภาพที่รับผิดชอบโดยตรงไม่มี
"ดังนั้น จึงควรจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะเฉพาะ คือดูแลเกี่ยวกับเรื่องช้างให้ครบวงจร ว่ากันตั้งแต่การออกกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองช้าง การดูแลด้านสุขภาพทั้งช้างป่าและช้างเลี้ยง ไปจนถึงขั้นตอนการติดต่อระหว่างประเทศในกรณีส่งออกเพื่อเป็นทูตสัมพันธไมตรี เฉกเช่นเดียวกันกับหมีแพนด้า"
แต่มิใช่ขบวนการซื้อขายส่งช้างออกนอกประเทศ เพื่อให้เกิดความถูกต้องในกระบวนการดูแลช้างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ
ที่มา:มติชน 2006/08/14
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 03:02 น. |