|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 05:14 น. |
สันโดษ
|
ธเนศ งามสม...เรื่องและภาพ
|

ป่าสลักพระ กาญจนบุรี
ช้างป่าที่เรียกว่า “สีดอ” ตัวนั้น เดินออกมาจากป่าไผ่ด้วยท่าทีปกติธรรมดา ห่างกันไม่ไกลนัก คนเลี้ยงวัวกำลังต้อนวัวกลับเข้าคอกหลังจากปล่อยให้หากินไปทั่วป่ามาตลอดวัน
๒ ชั่วโมงที่แล้ว ผมเข้ามาทำบังไพรไว้ริมสระน้ำที่เรียกกันว่า “หนองแจง” กลางฤดูแล้งเช่นนี้ มองไปทางใดก็พบแต่ต้นไม้ผลัดใบแห้งกรอบ มีเพียงต้นแจงและบรรดาเถาวัลย์เท่านั้นที่เป็นจุดสีเขียวสดดูเย็นตา
ทุกปีในฤดูแล้ง แหล่งน้ำในป่าจะหาได้ยากยิ่ง ผมหวังว่าฝูงช้างป่าจำนวน ๑๕๐ ตัวในป่าสลักพระ คงมีสักฝูงแวะเข้ามาที่หนองแจงบ้าง
ทำบังไพรเสร็จ เพียง ๒ ชั่วโมงช้างสีดอตัวนั้นก็ปรากฏตัวที่ชายป่าไผ่ เสียงกระดิ่งบนคอวัวนับร้อยตัว เสียงพูดคุยทักทายในกลุ่มคนเลี้ยงวัวดังชัดมาถึงบังไพร มันเดินลงมาริมสระน้ำด้วยอาการปกติธรรมดา ยื่นงวงลงไปแตะผิวน้ำเย็นชื่น ดูดน้ำขึ้นมา ม้วนงวงเข้าปาก ดื่มกินอึกใหญ่ แล้วพ่นน้ำที่เหลือเล่นอย่างสบายใจ
มองผ่านเลนส์ถ่ายภาพ ผมเห็นน้ำมันไหลซึมออกมาระหว่างใบหูกับตาชัดเจน ยิ่งทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่า ช้างสีดอ “ตกมัน” หรือ “ลงมัน” ตัวนั้นดูไม่เกรงกลัวภัยใด ๆ เลย
หมอบุญส่ง เลขะกุล นักอนุรักษ์ที่คนไทยเคารพรักและศรัทธา เคยเขียนลงในหนังสือวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยไว้ว่า โดยธรรมชาติของช้าง “ตกมัน” และ “สีดอ” มักมีนิสัยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
ช้างตกมันคือช้างที่อยู่ในช่วง “ติดสัด” ต้องการผสมพันธุ์ อาการตกมันนี้จะมีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมถึงราวเดือนมกราคมของทุกปี
ส่วนช้างที่เรียกว่าสีดอ คือช้างตัวผู้ที่ไม่มีงา มีเพียง “ขนาย” สั้น ๆ โผล่ออกมาจากปาก ช้างสีดอนี้พบเพียงในสายพันธุ์เอเชีย ขณะที่ช้างสายพันธุ์แอฟริกาจะมีงายาวเหมือน ๆ กันทั้งตัวผู้และตัวเมีย
พรานป่าแต่ก่อนจัดช้างสีดออยู่ในพวก “ช้างโทน” ซึ่งแบ่งออกเป็นพวกย่อย ๆ ๔ พวกด้วยกัน
พวกที่ ๑ คือช้างฝูงธรรมดา เป็นได้ทั้งสีดอและช้างงาที่โตเต็มหนุ่มจนมั่นใจในพละกำลังของตน มันมักจะเลี่ยงออกจากฝูงชั่วครั้งชั่วคราว ท่องเที่ยวไปตามประสา แต่เพียง ๑-๒ ชั่วโมงเท่านั้น ช้างโทนพวกนี้ก็จะกลับเข้ารวมฝูงประจำ พวกที่ ๒ เป็นช้างที่มักหนีเอาตัวรอดก่อนตัวอื่น ๆ เสมอยามเมื่อฝูงมีภัย พวกที่ ๓ คือช้างหนุ่ม ๆ ที่ถูกไล่ออกจากฝูงจากเหตุแย่งชิงตัวเมียหรือต่อสู้เพื่อแย่งเป็นจ่าฝูง พวกที่ ๔ คือ “ช้างโทน” ที่แท้จริง ส่วนใหญ่มักมีอายุมาก เป็นสีดอตัวใหญ่ หรือช้างงางาม เบื่อหน่ายความวุ่นวายในฝูง จึงแยกตัวออกมาใช้ชีวิตอิสระ ช้างโทนที่แท้จริงนี้มักเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกับชาวบ้านป่าแถบนั้นดี เพราะไม่ค่อยเกรงกลัวใด ๆ โดยเฉพาะช้างสีดอ ซึ่งส่วนมากมีนิสัยเกเร ดุ ก้าวร้าว ชอบรื้อกระท่อมคนหาของป่า บุกทำลายข้าวของพืชไร
ช้างสีดอตกมันตัวนั้นดูไม่มีท่าทีเกเรหรือก้าวร้าว มันเป็นช้างโทนที่อายุมากแล้ว ดูได้จากใบหูขอบชนที่ขาดและม้วนพับลง
ร่างกายสูงใหญ่ อ้วนสมบูรณ์ แม้แต่ช้างงาหนุ่ม ๆ ก็ยากที่จะ “ชน” ชนะได้ มองดูช้างโทนตัวนั้น ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อนพิทักษ์ป่าชาวกะเหรี่ยงเคยบอกผมว่า มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่พวกเขาเชื่อว่าหากตายไป “ชาติหน้า” มันจะได้เกิดเป็นมนุษย์ นั่นคือช้างป่า
หากเทียบกับอายุของมนุษย์ ช้างโทนตรงหน้าก็คงล่วงเข้าวัยชราแล้ว จากบันทึกอายุของช้างเลี้ยง พวกมันมีอายุยืนร่วม ๑๐๐ ปี ส่วนช้างป่านั้นเชื่อได้ว่าจะมีอายุยืนยาวถึง ๑๕๐ ปี เนื่องจากอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
เหวียน กง ตรื้อ นักปราชญ์ชาวเวียดนามเคยเขียนบทกวีว่าด้วยชีวิตไว้ว่า “เมื่อเล็ก ๆ แสวงหาความรู้ ยามหนุ่มแน่นใช้ความรู้ก่อประโยชน์แก่สังคมเต็มกำลัง บั้นปลายทบทวนชีวิตและเป็นตัวของตัวเอง”
มองดูช้างโทนชราตรงหน้า เมื่อลบเส้นแบ่งของคำว่า “สัตว์” กับ “มนุษย์” ออกไป ผมมองเห็นชีวิตหนึ่งซึ่งอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ปลีกตัวออกมาจากสังคมใหญ่ ใช้ชีวิตเงียบสงบ เรียบง่าย ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทบทวนชีวิต เป็นตัวของตัวเอง สันโดษ
|
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔๘ ฉบับที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐
|
http://www.osotho.com/th/content/indexdetail.php?ContentID=978&myGroupID=
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 05:23 น. |