|
คน-ช้าง-ป่า อยู่ร่วมกันที่"สลักพระ" |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 01:12 น. |
คน-ช้าง-ป่า อยู่ร่วมกันที่"สลักพระ"
เมื่อ 10 ปีก่อน ราวปลายเดือนพ.ค.2540 มีเหตุการสลดเกี่ยวกับช้างป่าใน อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกวางยาพิษจนตายในไร่สับปะรดของชาวบ้าน กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่าง "คน" กับ "สัตว์ป่า" ที่กิจกรรมของมนุษย์รุกคืบเข้าไปในพื้นที่หากินเดิมของช้างป่า ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง ก่อนนำมาด้วยเหตุสลดใจ
สาเหตุสำคัญเนื่อง จากป่าอันเป็นที่อาศัยและแหล่งอาหารของช้างถูกบุกรุกทำลาย กลายเป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน ทำให้ช้างป่าเข้ามาสู่พื้นที่หากินเดิมของมันอีกครั้ง
โดยเฉพาะ บริเวณพื้นที่โดยรอบป่าอนุรักษ์หลายแห่ง อันเป็นรอยต่อของผืนป่า และพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน ที่มักเกิดความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าขึ้นบ่อยครั้ง
ไม่เฉพาะ ที่ป่ากุยบุรีเท่านั้น ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของผืนป่าตะวันตก เป็นผืนป่าที่ต่อเนื่องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อันเป็นมรดกโลก
พื้นที่แห่ง นี้เป็นอีกแห่งที่ประสบปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างต่อเนื่อง พบการบุกรุกของช้างป่าบริเวณนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2533 และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ปัจจุบันมีหมู่บ้านที่ได้รับผล กระทบจากปัญหานี้ประมาณ 20 หมู่บ้าน อยู่ในเขต อ.เมือง อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย และ อ.หนองปรือ ล้วนเป็นพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยพบความถี่ในการเข้ามาของช้างป่าจะกระจุกตัวอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ เรื่อยมาถึงทางทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์
แม้จะกลายเป็นปัญหา แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าป่าแห่งนี้มีช้างป่าอาศัยอยู่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด คิดเป็นระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตรเท่านั้นนับจากตัวเมืองกาญจน์
นาย สุรชัย ลิมปกาญจนทวี ชาวบ้านทำไร่อ้อยในพื้นที่ ต.วังด้วง อ.เมืองกาญจนบุรี อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า มีไร่อ้อยอยู่ประมาณ 200 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากการถูกช้างป่าทำลายประมาณแสนบาทต่อเดือน โดยช่วงระยะ 1-2 ปีมานี้ช้างป่ามารบกวนหนักสุด
"ต้องอดหลับอดนอนคอย เฝ้าทั้งคืน บางครั้งก็จุดประทัดไล่บ้าง ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้วพบช้างออกมาแน่นอน พวกมันมาทีละ 1-2 ตัว บางครั้งก็มาเป็นฝูง บางทีอาจเจอเจ้าตัวเล็กอยู่ในฝูงด้วย ช่วงเผลอในเวลาข้ามคืนเท่านั้นมันกินเรียบ" นายสุรชัยกล่าว
จาก ปัญหาดังกล่าวชาวบ้านจึงไปศึกษาดูงานจากป่ากุยบุรี ตลอดจนคำแนะนำจากเครือข่ายอนุรักษ์ช้าง จ.กาญจนบุรี มาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้กับไร่อ้อย โดยนำแผ่นซีดีมาผูกติดกับเชือก ผูกไว้รอบบริเวณพื้นที่ไร่อ้อย เมื่อตกกลางคืนก็จะส่องไฟแบบอัตโนมัติ แบบไซเรน ส่องไปยังแผ่นซีดี เพื่อให้ช้างรู้ว่ามีคนอยู่
อีกทั้งยัง มีลวดไฟฟ้าแบบกระตุก กระแสไฟเทียบเท่ากับการสปาร์กของหัวเทียนรถยนต์ เพื่อป้องกันช้างไปอีกทาง นับว่าได้ผลที่น่าพอใจ แต่ก็ยังถูกรบกวนอยู่ดี โดยช้างจะใช้งวงถอนต้นไม้ นำมาทับลวดชอร์ตไฟฟ้า และบุกเข้าไปบุกทำลายได้ เพราะช้างฉลาด เรียนรู้ได้ไว ทำให้ปรับเปลี่ยนวิธีบุกเข้ามากินอ้อยได้เรื่อยๆ
ด้าน น.ส.จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์ ผู้จัดการโครงการเครือข่ายอนุรักษ์ช้าง จ.กาญจนบุรี ในฐานะผู้ประสาน และให้คำแนะนำกับชาวบ้าน กล่าวว่า การบรรเทาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่บริเวณนี้จะเน้นไปที่มาตรการ ระยะสั้นที่สามารถใช้ได้ผล และให้เกิดความสูญเสียระหว่างคนกับช้างให้น้อยที่สุด หรือแทบไม่มีเลย
ไม่ ว่าจะเป็นวิธีการจัดการ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการป้องกันช้างป่า โดยจะเน้นที่มีราคาไม่แพง และทำได้ไม่ยาก เช่น ติดไฟส่องแผ่นซีดีตอนกลางคืน และเชือกที่ทาด้วยน้ำมันเครื่อง ที่มีส่วนผสมของพริกป่นและยาสูบ ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในประเทศเคนยา ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดลอง โดยในระยะต่อไปเชื่อว่าทางโครงการคงต้องดัดแปลง และหาวิธีการใหม่ๆ มาปรับเปลี่ยนตลอด เหตุเพราะช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด และรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่ตลอดเวลา
จากการสำรวจตลอดจนการเก็บ ข้อมูลในพื้นที่ของเครือข่ายอนุรักษ์ช้าง จ.กาญจนบุรี พบว่าการเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่า จะมาไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนเมื่อก่อน โดยมา 3 ครั้งต่อปี แบ่งเป็นในฤดูมะม่วง และฤดูข้าวโพด 2 ครั้ง และพบว่าช่วงฤดูร้อนจำนวนครั้งของช้างจะมารบกวนมากสุด โดยเฉพาะช่วงตัดอ้อย แต่ปัจจุบันกลับเกิดขึ้นตลอดทั้งปี นับตั้งแต่ช้างป่ารู้จักกินมะละกอพันธุ์ฮาวาย เมื่อปี 2549 ซึ่งมะละกอพันธุ์นี้เก็บเกี่ยวได้มากถึง 8 ครั้งต่อปี
นอกจากนี้ผล สำรวจยังพบการตาย และการบาดเจ็บของชาวบ้าน อันเนื่องมาจากการเข้าไปหาของป่า เลี้ยงวัว และเจอช้างป่าโดยบังเอิญ นับตั้งแต่ปี 2533-2550 พบชาวบ้านเสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บ 3 คน รวมทั้งยังพบการตายของช้างป่าจำนวน 10 ตัว โดยถูกแบ่งเป็นการล่าเอางา 3 ตัว ตายตามธรรมชาติ 3 ตัว ถูกยิงตาย 1 ตัว และตายโดยไม่ทราบสาเหตุอีก 3 ตัว
ผู้จัดการโครงการกล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้จะจัดการยากและซับซ้อนกว่าที่ป่ากุยบุรีมาก เพราะที่นี่จะไม่ต่อสู้กับช้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะต่อสู้กับการอนุรักษ์ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไผ่ในพื้นที่ป่าของชาวบ้าน โดยเฉพาะบริเวณใจกลางป่าสลักพระ ที่มีป่าไผ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของช้าง จะเป็นแรงผลักดันอันสำคัญในการบุกรุกของช้าง ที่มีต่อพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน
อีกปัญหาหนึ่ง คือการเลี้ยงวัวของชาวบ้านในพื้นที่ป่านับเป็นปัจจัยหนึ่ง เพราะวัวจะไปแย่งหญ้าและแหล่งน้ำของช้าง รวมทั้งการเหยียบย่ำบนพื้นที่ทางเดินของช้าง ทำให้ช้างเปลี่ยนทิศทางการเดิน และส่งผลให้ช้างป่าต้องมาหากินตามพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านเพิ่มขึ้น
"ไม่ ใช่ไม่ให้ชาวบ้านทำอะไรในพื้นที่ป่าเลย แต่ต้องให้อำนาจชาวบ้านในการจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นได้ โดยต้องจำกัดพื้นที่ในการจัดการ โดยเฉพาะการตัดต้นไผ่ ตัดอย่างไรให้เพิ่มมูลค่า เช่น ทำไม้เสียบลูกชิ้น แทนที่จะตัดขายทั้งต้น"
"หัวใจ สำคัญของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้ได้นั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนภายในพื้นที่ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ทำงานร่วมกัน รู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับช้างอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งหน่วยงานรัฐเองต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาด้วย" ผู้จัดการโครงการกล่าว
ขณะที่นายมานะ มณีนิล หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระ เสริมว่าสำหรับแนวทางการป้องกันช้างป่า ทางหน่วยจะปลูกพืชจำพวกมะม่วงป่า มะเฟืองช้าง มะขามป้อม กล้วยป่า และไม้ไผ่ พืชเหล่านี้เป็นพืชท้องถิ่น เป็นอาหารของช้างได้อย่างดี โดยจะปลูกตรงบริเวณทางเดินของช้าง ไล่จากชายป่าไปจนถึงพื้นที่ใจกลางป่าที่มีป่าไผ่ แหล่งอาหารเดิมของช้างรับรองอยู่ พอช่วงหน้าฝนจะเริ่มทำฝายชะลอน้ำ บริเวณที่มีลำธารไหลผ่านให้ทั่วทั้งลำธารเสียก่อน และปลูกพืชต่อไป
ความ รุนแรงระหว่างคนกับช้างจะบรรเทาลงได้ ถ้าได้รับความร่วมมือ ที่สำคัญต้องไม่รุกล้ำพื้นที่ป่าเพิ่มเติมเข้าไปอีก แล้วช้างป่ากับคนจะอยู่กันอย่างสงบ
แหล่งที่มา
ฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2550
|