|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 01:48 น. |
บทเรียนจากภาคสนาม
เรื่องของช้างกับคนข้างป่า
ประเด็นปัญหา “ความขัดแย้งระหว่างคนและช้าง” นั้น ซับซ้อนมากกว่าปรากฏการณ์ “ช้างบุกรุกเข้ามากินพืชไร่” มากนัก การคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรเอกชนแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะหา ทางออกในระยะยาวให้ได้ภายในชั่วข้ามคืนไม่มีทางเป็นไปได้เพราะโดยตัวของมัน เอง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วพริบตาเดียว ตรงกันข้ามกลับสะสม ได้รับการบ่มเพาะและกระตุ้นจาสกปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (หรือกลไกต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ไม่มีความสามารถพอที่จะควบคุม)
ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถ “ขจัดหรือลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหา” ในขณะที่ต้องการรักษาอาการไข้ (ช้างเข้ามากินพืชผลทางการเกษตร) ไปพร้อม ๆ กัน
ท้าทายเหมือนปัญหาโลกแตกอื่น ๆ ...แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้
กรณีศึกษา เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระ กาญจนบุรี
ตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลเบื้องต้นจากการวิจัยในภาคสนามซึ่งดำเนินการโดยโครงการวิจัยเพื่อ บรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้าง (Human-Elephant Conflict Mitigation Research Project) สนับสนุนเงินทุนหลักจากกองทุน ดาร์วิน อินนิชิเอทีฟ ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้ให้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหานี้ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะได้ความรู้นี้หากไม่มีการศึกษาและมีระบบการ ติดตาม ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
การเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่าเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ในทุกหมู่บ้านที่มีปัญหา
การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการบุกรุกพื้นที่ เกษตรกรรมของช้างป่าอย่างเป็นกลางและเป็นระบบ ของแปลงเกษตรทุกแปลงที่ได้รับผลกระทบ
ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและสังคม วิถีชีวิตของหมู่บ้านที่มีปัญหา
ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่มีปัญหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (เช่น ตลอดสองสามทศวรรษที่ผ่านมา)
ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของการทำเกษตรกรรมในหมู่บ้านที่มีปัญหา
ความเป็นไปได้ของการขยายพื้นที่หากินของช้างป่าโดยระบุเส้นทางเดิน เชื่อมระหว่างพื้นที่อนุรักษ์หรือป่ารอยต่อเพื่อทำให้พื้นที่หากินใน ธรรมชาติของช้างกว้างขึ้น อย่างน้อยในเบื้องต้น (และในระดับหนึ่ง) การวิจัยและศึกษาประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นทำให้เราสามารถวิเคราะห์และระบุได้ว่าพื้นที่ใดมีระดับความเสี่ยงสูง ในฤดูกาลไหนบ้างทำให้เราทราบว่ากว่ายี่สิบหมู่บ้านที่มีปัญหาเรื่องนี้แต่ละ หมู่บ้านมีความเข้มข้นของปัญหาไม่เหมือนกันและภายในหมู่บ้านเดียวกัน เกษตรกรบางรายมีความเสี่ยงที่แปลงเกษตรของเขาจะถูกบุกรุกมากกว่าเกษตรกรราย อื่น ๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ และระดับความเสียหายของพืชที่ถูกบุกรุกมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าชนิดของพืชเองเพียงอย่างเดียว
ความรูสึกของการเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกันก็ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละ ชุมชนซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยหลายปัจจัยในระดับท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว รวมทั้งทัศนคติต่อช้างป่าก็หลากหลายในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและไม่ เสมอไปว่าผู้ที่เสียหายหนักจะมีทัศนคติในเชิงลบต่อการอนุรักษ์ช้างเสมอไป เป็นต้น
เราจะได้ความรู้เหล่านี้มาได้อย่างไร หากไม่มีการสำรวจวิจัยอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอในทุก ๆ มิติ เราจะแก้ไขปัญหานี้ให้ถูกจุดได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่รู้เลยแม้กระทั่งว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงระดับไหนทั้งในแง่ของ สถานที่และเวลา (spatial and temporal)
คล้ายคลึงกับที่อื่น ๆ สาเหตุเบื้องต้นของปัญหานี้ที่สลักพระ คือ การลดลงของพื้นที่ป่า ๖ถิ่นอาศัยของช้าง๗ และการทำให้ป่าผืนใหญ่แยกออกจากกัน ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จในปี 2523 มันทำให้พื้นที่ป่ากว่าสองแสนไร่ที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ (ประกาศเขตในปี 2508) จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ ในคราวนั้น สลักพระต้องเฉือนพื้นที่ป่า 48,531 ไร่ ด้านตะวันตกของพื้นที่เพื่อมอบให้แก่การไฟฟ้าแห่งประเทศไทยเพื่อจัดสรรให้ แก่ชาวบ้านที่อพยพมาจากหมู่บ้านเดิมริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งห่างจากแนวเขตปัจจุบันหลายกิโลเมตร และก่อนหน้านั้นไม่นาน สลักพระต้องเพิกถอนพื้นที่ 16,875 ไร่ เพื่อนำไปใช้สำหรับการสัมปทานเหมืองแร่ให้แก่เอกชน รวมสองครั้งสลักพระต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไปประมาณ 105 ตร.กม.
ถนนลาดยางที่มาพร้อมเขื่อนและไฟฟ้าไม่เพียงแต่ขวางกั้นเส้นทางเดิน ของสัตว์ป่าสลักพระไปยังแม่น้ำแควใหญ่เท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งผู้คนที่เป็นแรงงานสร้างเขื่อนจำนวนมากจากภาคอื่น ๆโดยเฉพาะภาคอีสาน พื้นที่จัดสรรซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่หากินของช้างป่าถูกเปลี่ยนเป็น สวนผลไม้และพืชไร่ผสมผสาน และในขณะเดียวกันชาวบ้านก็หาของป่าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่อยู่ชาย ขอบ (ป่า) ไม่ถึงสิบปีหลังจากโยกย้ายมา (2533) ก็มีรายงานการบุกรุกของช้างป่า (จากมุมมองของชาวบ้าน) เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ปัญหานี้ซ้ำเติมปัญหาการเพาะปลูกที่ไม่ค่อยได้ผลดีนักในพื้นที่อพยพเพราะ สาเหตุหนึ่งมาจากสภาพดินที่ไม่เหมาะสม และอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับหมู่บ้านที่อยู่ติดกับ อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีฯ นั่นก็คือ การขาดน้ำ (ปัจจุบันชาวบ้านยังคงรอระบบชลประทานซึ่งยังไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักที)
ในช่วง เวลานั้นไกลออกมาทางด้านใต้ของสลักพระใกล้ตัวเมืองกาญจนบุรีมากขึ้น ผู้คนยังไม่รับรู้ปัญหาเรื่องนี้มากนัก แต่พื้นที่ที่ตั้งอยู่ติด (และส่วนหนึ่งภายใน) สลักพระยังคงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะอ้อยเพื่อสนองตอบต่อนโยบายการส่งออกน้ำตาลของรัฐบาล ปัจจุบันกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่ผลิตน้ำตาลครองอันดับหนึ่งของประเทศ และกว่าสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกอ้อยทางด้านใต้และตะวันออกของสลักพระได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ ในขณะเดียวกัน ภูมิประเทศที่น่าดึงดูดในริมแม่น้ำแควใหญ่ก็ทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินจาก ที่อื่นอย่างกว้างขวางไม่ว่าการซื้อจะเพื่อวัตถุประสงค์อะไรมันก็ได้นำมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพของพื้นที่ ในลุ่มแม่น้ำแควใหญ่และรอบป่าสลักพระและไม่นานมานี้มีการเลี้ยงวัวเพื่อการ ค้าที่เพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วในหลายหมู่บ้านที่อยู่รอบป่าก็ทำให้หนองน้ำ บ่อน้ำ และสระน้ำต่าง ๆ ผุดขึ้นมาเป็นเงาตามตัวตามชายขอบของเขตรักษาพันธุ์ฯ
จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่ปัญหาเรื่องช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมจึงค่อย ๆ แพร่กระจายลงมาทางด้านใต้ของสลักพระซึ่งครั้งหนึ่งเคยปลอดจากปัญหานี้และ พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากคือพื้นที่ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อย เสียเป็นส่วนใหญ่ และการกระจายของช้างป่าใกล้ ๆ พื้นที่เกษตรกรรมมักพบว่าอยู่ใกล้ ๆ ห้วยหนองคลองบึงตามธรรมชาติและหนองน้ำที่เพิ่งขุดขึ้นไม่นาน
ปัจจุบัน จะมีหมู่บ้านใหม่ ๆ ที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี จากประมาณ 5-6 หมู่บ้านในอดีตเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วเป็นกว่ายี่สิบหมู่บ้านในปัจจุบัน และไม่จำกัดเฉพาะด้านตะวันตกของพื้นที่เท่านั้นแต่รายล้อมสลักพระเกือบทุก ทิศทาง
เป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับชาวบ้านว่าทำไมช้างถึงเพิ่งลงมาทั้งที่ ปลูกพืชที่ช้างกินได้มานับสิบ ๆ ปี เกิดอะไรขึ้นในป่าใหญ่ ชาวบ้านสงสัยและต้องการคำตอบแบบฟันธง พวก Guru (กูรู้) แต่ไม่เคยทำงานวิจัยภาคสนาม (และอาจจะไม่เคยอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากประเทศอื่น ๆ เลย) ตะโกนแข่งกันตอบว่า ในป่าไม่มีอาหาร ช้างถึงได้ออกมา คำตอบแบบ ignorant (ความโง่เขลาที่เกิดจากความไม่รู้) ได้รับการจดจำและนำไปสู่การเรียกร้องให้ปลูกพืชอาหารฟื้นฟูแหล่งน้ำบนพื้น ฐานความเชื่ออันนี้แปลกแต่จริง เรามองไม่เห็นความจำเป็นของข้อมูลพื้นฐาน เช่น การประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ในแง่ถิ่นอาศัยของช้าง ปริมาณอาหารของช้างในป่า และโครงสร้างประชากรของช้างเพื่อดูแนวโน้มการเจริญพันธุ์ในอนาคต ก่อนจะลงมือแก้ไขปัญหา
บทเรียนจากการกระโจนเข้าแก้ไขปัญหาโดยขาดการศึกษาอย่างรอบคอบมีให้ เห็นในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องช้างป่ากับคนในอีกภาคหนึ่งของประเทศ แต่มีไม่มากคนนักที่รู้และมักไม่ค่อยถูกพูดถึงด้วยเหตุผลบางประการ แต่สิ่งที่แน่ ๆ จากการศึกษาของนักวิชาการคือประชากรช้างป่าที่เพิ่มขึ้นจากการฟืนฟูแหล่ง อาหารและแหล่งน้ำทำให้ช้างบุกรุกพืชไร่เพิ่มมากขึ้นและกระจายไปสู่พื้นที่ ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยที่สุดงานศึกษาชิ้นนี้ทำให้เราทราบว่า อาหารที่อุดมสมบูรณ์ น้ำที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ผลในการหยุดยั้งการบุกรุกพืชไร่ของช้างป่า และยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในระดับนานาชาติ
สิ่งนี้บอกอะไรเรา มันหมายถึงว่า “กระสุนวิเศษ” (ที่หลายคนคาดหวัง) ไม่มีอยู่จริงในการแก้ปัญหานี้ซึ่งซับซ้อนมากกว่าการรับรู้ของคนทั่วไป ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งจาก “ภายใน” และ “ภายนอก” ป่าอนุรักษ์ใช่หรือไม่ ถึงเวลาที่ชาวบ้านควรจะเข้าใจว่า “อะไรข้างนอกป่า” ที่ดึงดูดช้างออกมาด้วยเช่นกัน ถ้ามองปัญหานี้ด้วยมุมมองใหม่และมีใจเปิดกว้าง ทัศนคติในการมองหาคนรับผิดชอบปัญหานี้เพียงลำพังของเกษตรกรก็น่าจะเปลี่ยนไป ด้วย
และแน่นอน การศึกษาวิจัยยังคงต้องทำต่อไปและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างองค์ความรู้ ที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าทั้งในเรื่องระเบียบวิธีวิจัยและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่องอย่างที่หลาย ๆ ประเทศทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกาเขาทำกัน
จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์ jittin.ritthirat@gmail.com หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2550 หน้า 9
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 02:00 น. |