|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 05:30 น. |
Jan 5, '08 11:43 PM for everyone
ไม่ใช่ครั้งแรกของฉันที่ได้กลับมาในที่แห่งนี้ ที่ๆทำให้ฉันได้บอกกับตัวเองว่า “เราต้องกลับมาที่นี้อีก”
...........เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ...........หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง,หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งสลักพระ
สลักพระเขตรักษาพันธุ์แห่งแรกของประเทศไทย ฉันเองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกเมื่อตอนเรียนอยู่ปี1 ป่าสลักพระอาจจะเป็นที่ใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ที่แห่งนี้เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ฉันได้กลับมา
ในอดีตที่ผ่านมาป่าทุ่งสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม พรานป่าสมัยดั้งเดิม เช่น น้อย อินทนนท์ นพ.บุญส่ง เลขะกุล จะรู้จักป่าสลักพระได้เป็นอย่างดี ในบทประพันธ์มีเรื่องเกี่ยวกับการออกป่าล่าสัตว์เกือบจะทุกเรื่องจะกล่าวขวัญถึงป่าสลักพระกันไม่มากก็น้อย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในป่าสลักพระมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่ในเชิงเขาล้อมรอบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าและต้นไม้ที่ออกผล เป็นอาหารของสัตว์ป่าอยู่มากมาย เช่น มะขามป้อม ไทร มะกอก สมอ ฯลฯ และยังมีโป่งดินเค็มซึ่งสัตว์ป่าต้องการลงกินเป็นจำนวนมากกว่า 100 โป่ง
ทุ่งสลักพระมีพื้นที่ประมาณ 536,594 ไร่ และยังมีทางติดต่อกับทุ่งหญ้ากว้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ เรียกว่า ทุ่งนามอญ ซึ่งสัตว์ป่าสามารถหนีภัยข้ามไปมาได้ในป่าทุ่งสลักพระ ยังมีลำห้วยสำคัญไหลผ่านและมีน้ำตลอดปี คือ ห้วยสะด่อง หรือห้วยสลักพระ ซึ่งสัตว์ป่าได้อาศัยกิน นอกจากนั้นบริเวณเขตติดต่อทุ่งสลักพระกับทุ่งนามอญยังมีน้ำตกสูงชัน และสวยงามด้วย สัตว์ป่าในป่าทุ่งสลักพระถูกรบกวนจากพรานอาชีพ และพรานสมัครเล่นมาเป็นเวลาช้านาน สัตว์ป่าซึ่งแต่เดิมมีอยู่มากมายเกือบจนไม่มีให้พบเห็น
ในเดือนตุลาคม เมื่อตอนฉันเรียนอยู่ปี 2 ไม่มีฝึกงานภาคสนามเหมือนตอนปีหนึ่งแต่ก็เป็นเพียงแค่เทอมเดียวที่นิสิตที่เลือกเรียนวนศาสตร์ (วท.บ.วนศาสตร์) จะได้หยุดพักกัน ฉันจึงเลือกที่จะแบ่งเวลาในเดือนนั้นให้คุ้มค่าที่สุด โดยวางแผนไว้คร่าวๆว่าหลังเสร็จค่ายที่ราชบุรี เราจะไปทริปกัน หลังจากนั้นเราจึงจะแยกย้ายไปบ้านใครบ้านใคร และทริปที่เราเลือกไปในครั้งนี้คือ เดินป่าตามหาช้างที่มุ่งสลักพระ กาญจนบุรี
พวกเราทั้ง 10 ชีวิตเริ่มโบกรถกันที่แยกบ้านโป่ง – โพธาราม เพื่อเข้าตัวเมืองบ้านโป่งแล้วต่อไปยังตัวเมืองกาญจนบุรี จากประสบการณ์โบกรถของฉันและเพื่อน ได้แบ่งทีมออกเป็น 2 ทีม เพื่อไม่ให้ดูว่าจำนวนคนในกลุ่มมากเกินไปจนคนที่ขับผ่านไปไม่กล้าที่จะจอดรับและเว้นระยะห่างในการโบกประมาณเกือบช่วงโค้งหนึ่ง เราโบกรถกันจนมาถึงตัวเมืองกาญจนบุรี แล้วต่อเมย์เขียว กาญฯ-เอราวัณ ค่ารถประมาณคนละ 40 บาท เพื่อมาลงที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระตามที่ได้นัดหมายไว้กับพี่นุ เจ้าหน้าที่ที่เขตฯ เราพักกินข้าวกลางวันกันที่ร้านของแม่พี่นุซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเขตฯ เพื่อรอเวลาเดินทางต่อไปยังหน่วยพิทักษ์ห้วยสะด่อง
รถ 4WD ของเขตฯเป็นอะไรที่เรียกได้ว่า สุดยอดของสุดยอดจริงๆ สภาพเหมือนโดนช้างกระทืบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน บุบหน้า ยุบหลัง ฝากระโปรงรถกระดก แต่ก็ต้องเข้าใจ เพราะถ้าจะหาเปลี่ยนสักคันคงลำบากเขียนหนังสือนู้นนี่ กว่าจะได้มาแสนยากลำบาก ที่มีอยู่ใช้ได้ใช้ทนก็ใช้ไป ทนๆเอาอย่างนี้แหละจะได้ไม่เสียดายของ พี่นุบอกเรามาว่าอย่างนั้น เราอาศัยมันช่วยพาพวกเราไปยังที่หน่วยฯ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยลำสะด่องอยู่ห่างจากเขตฯพอสมควร อยู่ติดกับอำเภอศรีสวัสดิ์เพียงแค่เดินข้ามสะพานไปเราก็ได้ไปอยู่อีกอำเภอแล้ว ข้างๆกับหน่วยพิทักษ์ป่า เป็นที่ตั้งของสถานีพัฒนาและ ส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาน้ำพุ อยู่ในเขต อ.ศรีสวัสดิ์ ที่ที่เราใช้เวลาที่เหลือในตอนเย็นไปเดินดูวัวแดง กระทิง และกวางป่า เป็นของกลางที่จับมาได้แล้วเอามาพักไว้ที่นี้ เพื่อรอส่งไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต่อไป
จากข่าวที่เราได้ยินมาจากปากใครหลายคนก็เป็นจริงเมื่อเราไปถึงที่หน่วยฯสะด่อง ข่าวว่าฝนตกหนักมากมาหลายวันก่อนที่พวกเราจะมาถึง น้ำในห้วยหนึ่งจึงขึ้นสูงมาก ด้วยความที่อยากจะสบายของพวกเราที่กะว่าจะนั่งรถของเขตฯเข้าไปกลับต้องพังทลาย ก็ได้เพียงปลอบใจตัวเองว่ายังไงเราก็เป็นนิสิตวนศาสตร์เดินแค่เก้ากิโลเอง...แค่นี้ไม่เท่าไร บ่ายนั้นพี่นุและพี่หนุ่ย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ประจำหน่วยฯสะด่อง ได้พาพวกเราไปเดินเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้นๆที่ใกล้หน่วยฯ สภาพป่าบริเวณนั้นเป็นป่าเบญจพรรณ ผสมป่าเต็งรัง ป่าในเดือนตุลาคมผลัดใบกันหมดแล้ว เหลือไว้เพียงต้นตระหง่านเพื่อรอผลิใบใหม่ในช่วงปลายฝน พี่หนุ่ยเล่าเรื่องประสบการณ์ช้างๆให้เราได้ฟังกันหลายเรื่อง จนเผลอทำให้ใครบางคนเคลิ้มหลับไป
ค่ำนั้นเราผูกเปลนอนกันที่ศาลาขาประทำที่เมื่อไรที่ฉันได้มาที่นี้ต้องกลับมานอนทุกครั้งไป ศาลาติดแม่น้ำรอบด้านเต็มไปด้วยผักกูด และพืชน้ำหลายชนิด พี่นุได้สอนวิธีผูกเปลแบบผู้เชี่ยวชาญในการหนีช้างให้กับพวกเรา เพียงแต่กระตุกท่านก็สามารถเก็บเปลได้เลย...หลังอาหารเย็นสำหรับพวกเราคงจะนึกถึงเพลงอะไรไม่ได้นอกจากเพลงสีปะโดง และไม่ต้องสงสัยด้วยว่าคืนนั้นพวกเรามีสภาพเช่นไรกัน ก็ต้องเมาไปตามระเบียบ โดนฤทธิ์ 100+40 เข้าไป หายหนาวกันเลยทีเดียว
เกือบเจ็ดโมงเช้ากว่าที่พวกเราจะได้ออกเดินทางกัน เพราะอาหารเช้าที่เกือบจะตื่นขึ้นมาทำกันไม่ทัน เวลาแห่งการอรคอยมาถึงแล้ว 9 กิโลเมตรกับ 5 ห้วย ถึงหน่วยใน หรือที่เราเรียกกันว่า ทุ่งสลักพระกับอันตรายรอบด้าน(ที่ไม่รู้ว่าจะเจอไหม) เส้นทางที่เราเดินเข้าไปเป็นเส้นทางลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เจ้าหน้าที่ที่หน่วยนี้ส่วนใหญ่จะใช้พาหนะเดินทางไปมาด้วยมอเตอร์ไซด์วิบาก ที่พวกเราคาดว่าพี่ๆเขาติดยันต์กันช้างไว้ด้วย ห้วยที่เราจะต้องข้ามน้ำค่อนข้างเชี่ยว จนทำให้เพื่อนบางคนเกือบที่จะต้องไหลไปกับน้ำถ้าไม่ติดที่น้ำหนักตัวช่วงถ่วงเอาไว้ สำหรับ 9 กิโลเมตร ถ้าเราเดินกันจริงจังเพียงแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆก็คงที่จะไปถึงแล้ว แต่พวกเราใช้เวลากันเกือบ 5 ชั่วโมงแต่ก็คุ้มค่าเพราะได้อะไรติดไม้ติดมือไปฝากพี่ๆที่หน่วยฯด้วย เห็นโคนมากมายมหาศาลที่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นเยอะขนาดนี้ ทำให้พวกเราลืมไปเสียสิ้นกับที่มาของทริป
เห็ดโคน ของดีเมืองกาญฯ ที่ราคาต่อกิโลสูงลิ่ว ถึง กก.ละ 180 – 200 บาท สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรสชาดของมันต้องยอมควักกระเป๋า เพื่อแลกกับรสชาติอันโอชะที่หาได้ในป่าเท่านั้น ด้วยความที่เห็ดโคนราคาสูงและเป็นของหากินได้ยาก พวกเราจึงบรรจงเก็บมันอย่างตั้งใจ จนเวลาล่วงเลยไปเสียเยอะ หันกลับไปดูอีกทีก็ผลันนึกขึ้นได้ว่า “ไม่ต้องไปดูมันละช้าง เก็บเห็ดโคนออกไปขายดีกว่า” มันเป็นความคิดที่ผิดยิ่งกว่าผิดเสียอีกสำหรับนักป่าไม้ แต่พี่หัวหน้าหน่วยฯสะด่องเคยบอกฉันไว้ว่า “หากหลงป่า หิวแล้วไม่มีอะไรกิน เวลาอยู่ในป่าอะไรกินได้ก็ต้องกินไปก่อน เพราะคงมีน้อยคนที่จะกินเพียงเพื่อประทังชีวิตเหมือนพวกเรา เรารู้จักกินให้พอดี มันก้อจะเหลืออยู่อย่างพอดี” แต่เราไม่ได้หลงป่านี่สิ...
เราไปถึงที่หน่วยตอนเที่ยงครึ่ง ด้วยสภาพเกือบอิดโรย คงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ด้วย และบางคนก็โดนแตนต่อยขณะที่เก็บเห็ด...และเราก้อยังไม่ได้เจอช้างป่า
พี่ๆที่หน่วยจำฉันได้เกือบทุกคน บางคนก้อถามไม่เบื่อเหรอที่มาเอาบ่อยๆ มาทีไรก็ไม่เจอช้าง ฉันได้เพียงยิ้มให้แต่ในใจน่ะ แค่นี้มันยังไม่พอสำหรับฉัน เพราะฉันยังไม่เจอช้าง หลังอาหารกลางวันอันแสนจะอร่อยด้วยเมนูเห็ดและเห็ด พี่ๆพาพวกเราเดินขึ้นไปชมวิวที่เขาเสือหมอบ จุดเมื่อเวลาหน้าแล้ง มองลงไปต้องเห็นฝูงช้างอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้เราไม่เห็นแม้แต่เงา เสียงก็ไม่ได้ยิน เจ้าช้างป่า เหลือไว้ให้พวกเราดูเพียงร่องรอยที่ทำให้กับหลังครัว และรอบๆบ้านพัก บนเขาเสือหมอบพี่ๆได้เล่าให้เราฟังว่า นิสิตวนศาสตร์ก็เคยมาเดินป่าที่นี้แต่ก็ต้องยกเลิกไป..สำหรับนิสิตปัจจุบันคงรู้ว่าเพราะอะไร
http://bluemagpie1987.multiply.com/journal/item/3
|